FUJI YOKOHAMA TOKYO

หมวดหมู่: REVIEW /รีวิว

เราได้ยินคำว่า “ฟูจิ” มาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะชื่อของฟิล์มยี่ห้อหนึ่งที่ใช้กันมานาน ตั้งแต่ระบบอนาล็อกจนถึงยุคของการเปลี่ยนผ่าน จากฟิล์มมาเป็นระบบดิจิตอล เราก็ยังมีกล้องดิจิตอลที่ผลิตภายใต้ชื่อฟูจิให้ใช้กันอีก คำว่าฟูจิจึงอยู่ในวิถีชีวิตตลอดมา แต่คงมีโอกาสไม่บ่อยนักที่จะได้เดินทางมาสัมผัสขุนเขาอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นที่มาของชื่อนี้ นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่บริษัท Sun Smile Holidays & Travel และสายการบิน Jet Asia Airways ได้ร่วมมือกันจัดทริปขึ้นเพื่อสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ บริเวณภูเขาไฟฟูจิ เมืองโยโกฮาม่าและโตเกียว เราจึงมีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย

 

Mount Fuji ภูเขาไฟฟูจิ

เราออกจากสนามบินแล้วมุ่งหน้าสู่จังหวัดชิซุโอะกะและยะมะนะชิที่อยู่ทางทิศตะวันตกของกรุงโตเกียวทันที เพื่อสัมผัสความยิ่งใหญ่ของภูเขาฟูจิ หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “ฟูจิซัง” มีความสูงราว 3,776 เมตร หรือ 12,388 ฟุต ฟูจิเป็นภูเขาไฟที่มีโอกาสปะทุตํ่า โดยครั้งล่าสุดได้ปะทุขึ้นในยุคเอะโดะ

เมื่อผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่ก็เริ่มมีวัฒนธรรมความเชื่อเกิดขึ้นมากมายในอาณาบริเวณนี้ มีความเชื่อว่าภูเขาไฟฟูจิเป็นภูเขาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เป็นฐานทัพและเป็นที่ฝึกฝนของซามูไรในอดีต ซึ่งในปัจจุบันฐานทัพแห่งหนึ่งของกองทหารญี่ปุ่นก็ตั้งอยู่บริเวณตีนเขา เนื่องจากเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นภูเขาไฟฟูจิจึงเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของญี่ปุ่น เป็นภาพลักษณ์ที่จำติดตา เมื่อพูดถึงญี่ปุ่นก็จะนึกถึงภาพของภูเขาไฟฟูจิ และได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งที่ใครต่อใครต่างถวิลหา

เมื่อเดินทางมายังภูเขาแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะพบเจอทิวทัศน์อันสวยงามได้ง่ายนัก มีการเปรียบเปรยว่าภูเขาไฟฟูจินั้นเป็นเสมือนกับหญิงสาวที่ขี้อาย นางไม่ค่อยอยากออกมาให้ผู้คนได้ยลโฉมบ่อยนัก หากใครได้เห็นก็ถือว่าโชคดี และวันนี้เราก็โชคดีมาก

เมื่อมาถึงถิ่นของลานสกีแล้ว เราคงต้องยอมล้มควํ่าคะมำหงายกันสักหน่อย การเล่นสกีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายหากไม่ได้ฝึกฝนมาก่อน อาจจะเกิดอันตรายได้ ทางเจ้าหน้าที่ของลานสกีจึงจัดเตรียมสกูท (Scoot) เครื่องเล่นที่ไม่มีเครื่องยนต์ เล่นง่ายไม่อันตรายสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป หรือมือใหม่หัดขับอย่างพวกเราก็ได้ทดลองเล่นกันก่อน
ซึ่งทุกคนต่างก็ทำตามคำแนะนำและเล่นกันอย่างสนุกสนานจนลืมอายุ สำหรับผู้ที่เล่นเป็นแล้วลานสกีได้จัดโซนต่างๆ ไว้บริการไม่ว่าจะเป็นสถานที่เล่นฝึกหัดสกี สโนว์บอร์ด รวมถึงร้านอาหารต่างๆ จุดเด่นของลานสกี Fujiten แห่งนี้ก็คือ เป็นลานสกีที่สามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิได้ชัดเจนเหมือนอยู่ใกล้ๆ แค่มือเอื้อม

 

หมู่บ้าน โอชิโนะฮัคไค

ภายในหมู่บ้านโอชิโนะฮัคไคมีบ่อนํ้าจำนวนมากที่เกิดจากการระเบิดของลาวา เมื่อลาวาพุ่งออกไปแล้วเกิดเป็นโพรงมีรูพรุน เมื่อฝนตกลงมานํ้าฝนก็ไหลลงไปในโพรง อากาศหนาวเย็นและนํ้าที่ไหลลงไปนั้นก็กลายเป็นนํ้าแข็ง วันดีคืนดีความร้อนของลาวาที่อยู่ภายใต้ภูเขาถ่ายทอดพลังงานออกมาเป็นความร้อนก็ทำให้นํ้าแข็งละลายกลายเป็นนํ้า นํ้าก็ไหลผ่านรูพรุนของหิน จึงเหมือนกับเป็นฟิลเตอร์อย่างดี นํ้าได้ผ่านการกรองจนกลายเป็นนํ้าบริสุทธิ์ สะอาดใส มีปลาอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ มีพืชนํ้าอย่างสาหร่ายขึ้นอยู่ตามบ่อนํ้า คนญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นแหล่งนํ้าที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ และเชื่อว่าเป็นบ่อนํ้าศักสิทธิ์ บ่อนํ้าภายในหมู่บ้านโอชิโนะฮัคไคแห่งนี้เป็นแหล่งนํ้าบริสุทธิ์ที่ถือว่าดีที่สุดในจำนวน 100 แห่งของญี่ปุ่นความน่าสนใจอยู่ที่ก๊อกนํ้าส่วนกลางที่สามารถนําภาชนะไปรองนํ้าไว้ดื่มเพื่อชิมรสชาติความบริสุทธิ์ได้ ถึงแม้คิวต่อแถวจะยาวเหยียดแต่คนญี่ปุ่นเขามีความอดทนสูง สำหรับเราขอไปสัมผัสความบริสุทธิ์ของนํ้าด้วยการเดินชมทิวทัศน์รอบๆ หมู่บ้านน่าจะดีกว่า

 

Owa kudani

หุบเขาโอวาคุดานิ (Owakudani) มีความหมายเป็นภาษาไทยว่า “หุบเขานรก”  เป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ จึงมีบ่อน้ำแร่กำมะถันที่มีความร้อนสามารถต้มไข่ให้สุกได้ กำมะถันจะทำให้เปลือกไข่ที่ต้มกลายเป็นสีดำ และเป็นความน่าสนใจที่ทำให้ผู้คนจากทั่วสารทิศ หลั่งไหลกันมาเพื่อพิสูจน์ไข่ดำ

 

จนเป็นความเชื่อที่ว่ากินไข่ 1 ฟอง จะมีอายุยืนยาวขึ้นอีก 7 ปี ไข่ดำโอวาคุดานิไม่สามารถหาซื้อได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต จะต้องเดินทางมาซื้อหรือมากินได้ที่หุบเขาแห่งนี้เท่านั้น ไข่ดำ 1 แพ็กมี 5 ฟอง ราคา 500 เยน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรื่องราคาหรือสรรพคุณการมีอายุยืนเท่าไรนัก แต่มักจะสนใจว่าทำไมไข่จึงเป็นสีดำและอร่อยหรือไม่เท่านั้นเอง

 

ล่องเรือโจรสลัด ในทะเลสาบอะชิ

ทะเลสาบอะชิเกิดจากการก่อตัวของลาวาที่ไหลมาจากปากปล่องภูเขาไฟฟูจิ เกิดเป็นทะเลสาบถึง 5 แห่งที่โอบล้อมภูเขาไว้ ทะเลสาบอะชิ หรือ ทะเลสาบฮาโกเนะ หรือ ทะเลสาบอะชิโนะโกะ ตั้งอยู่บริเวณเมืองฮาโกเนะ มีลักษณะเป็นทะเลสาบปล่องภูเขาไฟทอดตัวในแนวตะวันตกเฉียงใต้ กินอาณาบริเวณกว้างใหญ่

ซึ่งจุดที่โจรสลัดเดินเรืออยู่นี้เป็นช่วงที่ทะเลสาบกว้างใหญ่และมีทิวทัศน์ที่สวยงามเหมาะแก่การเดินเรือ จากท่าเรือไปยังจุดหมายคือท่าเรือโทเก็นได ซึ่งเป็นสถานีรถกระเช้าที่จะนําเราขึ้นไปยังหุบเขาโอวาคุดานิ ต้องใช้เดินทางเวลา 30 นาที ด้วยทิวทัศน์ที่สวยงามแปลกตา แตกต่างไปภาพของภูเขาไฟฟูจิที่เห็นอยู่บ่อยๆ อีกทั้งบรรยากาศภายในเรือที่ตกแต่งเลียนแบบลักษณะเรือของโจรสลัดตะวันตกยิ่งทำให้ตื่นเต้นและเพลิดเพลินจนทำให้เวลา 30 นาทีของการเดินทางนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว

 

YoKohama เมืองท่าแห่งแรกของญี่ปุ่น

เราเดินทางมายังโยโกฮาม่า (Yokohama) เมืองท่าที่มีบรรยากาศคึกคัก เป็นเมืองหลวงของจังหวัดคานากาว่า (Kanagawa) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของโตเกียวริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก และยังเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากโตเกียวอีกด้วย โยโกฮาม่าเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า อุตสาหกรรม แฟชั่น และคมนาคมไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ปัจจุบันยังมีการติดต่อค้าขายโดยใช้ท่าเรือของเมืองนี้ จึงถือเป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่ง มีประชากรอาศัยอยู่ราว 3.6 ล้านคน

เดิมทีโยโกฮามาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรอาศัยอยู่เพียง 600 คน เมื่อท่าเรือเปิดทำการขึ้นในปี 1859 วัฒนธรรมที่หลากหลายจากต่างประเทศก็หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับการค้าขาย ทำให้โยโกฮาม่าได้ชื่อว่าเป็นเมืองญี่ปุ่นสมัยใหม่ และกลายเป็นเมืองธุรกิจที่ทันสมัยส่งออกผ้าไหมและชา ต่อมาในปี 1931 เมืองโยโกฮาม่าได้หันทิศทางมุ่งเป้าไปสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมและประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรม

แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่าและเมืองอุตสาหกรรม แต่โยโกฮาม่าก็ใช่ว่าจะเป็นเมืองที่แข็งกระด้าง ศิลปะแขนงต่างๆ ได้ถูกนํามาใช้อย่างถูกที่ถูกทาง ผสมผสานกลมกลืนและลงตัว อาคารเก่าๆ อาคารประวัติศาสตร์รวมถึง คลังสินค้าได้รับการปรับปรุงรักษาสภาพเดิมไว้แล้วใช้ประโยชน์ตามความ
เหมาะสม เป็นเอกลักษณ์ที่เมืองอื่นๆ ยากจะเทียบเทียมได้

 

China Town

คนจีนนั้นอาศัยอยู่กระจัดกระจายไปทั่วโลก เราจึงคุ้นเคยกับการมี “ไชน่าทาวน์” ในเมืองใหญ่ๆ อยู่เสมอ อย่างในโยโกฮาม่าก็มีไชน่าทาวน์ที่ว่ากันว่าเป็นไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มีร้านอาหารมากมายกว่า 500 ร้าน ซึ่งเป็นความน่าสนใจอย่างยิ่ง และนี่คือจุดหมายที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ย้อนหลังไปในปี 1859 หลังจากท่าเรือในโยโกฮาม่าเปิด ชาวจีนได้อพยพมาเพื่อทำการค้าขายกับประเทศตะวันตก เมื่อมีการขนส่งสินค้าระหว่างฮ่องกงและโยโกฮาม่า ชาวจีนกวางตุ้งก็เริ่มตามเข้ามาตั้งรกราก มีการ
ก่อสร้างวัดกวันไท โรงเรียน และเริ่มรวมกลุ่มกันเป็นชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้

 

Shinyokohama Ramen Museum พิพิธภัณฑ์ราเม็ง

เป็นไอเดียที่เก๋ไก๋ไม่เบาสำหรับการเลือกร้านราเม็งที่มีชื่อเสียง 9 ร้านจากทั่วประเทศให้มาอยู่รวมกันในสถานที่เดียว ด้วยตัวอาคารที่เก่าแก่แต่ยังมีสภาพสมบูรณ์ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์ราเม็ง ทำให้บรรยากาศของร้านราเม็งที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์มีความน่าสนใจมากขึ้น รวมถึงกลิ่นนํ้าซุปที่โชยเข้าจมูก ช่วยเร่งเร้าให้ผู้มาเยือนตัดสินใจเลือกราเม็งเมนูใดเมนูหนึ่งทันที

กว่าจะมาเป็นอาหารยอดนิยมอย่างในทุกวันนี้ราเม็งต้องเดินทางผ่านวัฒนธรรมมายาวไกล โดยมีต้นกำเนิดมาจากอาหารประเภทเส้นของจีน เมื่อครั้งที่ชาวจีนเดินทางมาทำงานตามเมืองท่าเรือต่างๆ พวกเขาได้นําวิธีการปรุงอาหารประเภทเส้นเข้ามาด้วย
คนญี่ปุ่นเห็นเข้าก็นําวิธีการดังกล่าวมาดัดแปลงจนเป็นลักษณะเฉพาะตัว และกลายเป็นราเม็งของญี่ปุ่นที่รู้จักกันทั่วโลก

สำหรับวิธีรับประทานราเม็งแบบชาวญี่ปุ่นนั้น จะต้องไม่เขินอายเมื่อใช้ตะเกียบคีบเส้นเข้าปากและดูดเส้นเข้าปากเสียงดัง ยิ่งดังก็ยิ่งดีชาวญี่ปุ่นไม่ถือว่าเป็นการเสียมารยาท เหตุผลก็คือเส้นราเม็งได้ถูกออกแบบให้มีส่วนโค้งเมื่อเราดูดเส้นเข้าปากนํ้าซุปก็จะติดไปตามส่วนโค้งของเส้นและผสมเข้ากันอย่างกลมกลืน ความอร่อยของราเม็งจะอยู่ที่ช่วงเวลานี้ จึงเป็นวิธีการที่ชาวญี่ปุ่นปฏิบัติสืบทอดกันมา

 

นั่งชินคันเซ็นจากโยโกฮาม่า ไปโตเกียว

เนื่องจากโยโกฮาม่าอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยจึงนิยมอาศัยอยู่ในโยโกฮาม่าแล้วนั่งรถไฟไปทำงานในโตเกียว เพราะใช้เวลาเพียง 30-40 นาที สำหรับวันนี้เราจะได้เลียนแบบชาวญี่ปุ่นด้วยการขึ้นรถไฟไปโตเกียวด้วยการนั่งรถไฟที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเร็วที่สุดในโลก

รถไฟชินคันเซ็นที่เรียกกันให้เข้าใจง่ายว่ารถไฟหัวกระสุน (Bullet Train) นั้นมีชื่ออย่างเป็นทางการว่ารถไฟความเร็วสูง หรือ Super Express สำหรับชื่อชินคันเซ็นที่เรียกกันจนติดปากตามความหมายในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงทางรถไฟสายใหม่ น่าจะหมายถึงรางรถไฟสายใหม่หรือระบบใหม่นั่นเอง

ชินคันเซ็นเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 1959 โดยเริ่มก่อสร้างทางรถไฟส่วนแรกระหว่างโตเกียวไปยังโอซาก้า การก่อสร้างทางรถไฟนี้ ญี่ปุ่นต้องกู้เงินจากธนาคารโลกเป็นจำนวนเงินมากถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีก 2 ปีถัดมาได้เปิดการทดสอบระบบเพื่อการขนส่งสินค้าเป็น
ครั้งแรกในบางส่วนของเส้นทางนี้ที่เมืองโอะดะวะระ จังหวัดคานากาว่า แต่ชินคันเซ็นได้เปิดใช้บริการอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปี 1964 ทันเวลาสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นที่โตเกียวพอดี

รถไฟชินคันเซ็นวิ่งด้วยความเร็วถึง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดเวลาการให้บริการนาน 40 ปีเต็มไม่เคยมีประวัติการเสียชีวิตของผู้โดยสารจากเหตุการณ์รถไฟตกรางหรือชนกันเลย รวมไปถึงอุบัติเหตุที่เกิดจากแผ่นดินไหวและพายุไต้ฝุ่นด้วย และจากสถานีชินโยโกฮาม่าถึงสถานีโตเกียวเราใช้เวลาเพียง 18 นาทีเท่านั้น จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะนั่งเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ภายนอกมากนัก เพราะอาจจะนั่งเลยสถานีเอาง่ายๆ

 

นั่งรถไฟเที่ยว ในโตเกียว

การเดินทางมาโตเกียวในทริปนี้ถือเป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่งที่เรามีโอกาสได้ไปสัมผัสการใช้ชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่นที่โดยสารรถไฟกัน โดยเราจะใช้รถไฟสายยามาโนะเตะ (Yamanote Line) ซึ่งเป็นสายหลักของโตเกียว หรือเรียกง่ายๆ ว่ารถไฟสายสีเขียวอ่อน รถไฟสายนี้จะวิ่งเป็นวงกลม โดยเริ่มจากสถานีโตเกียว 1 รอบ ใช้เวลาทั้งสิ้น 64 นาที มีทั้งหมด 29 สถานี วิธีขึ้นรถไฟที่ง่ายที่สุดก็คือการดูแผนที่ว่าเรากำลังยืนอยู่จุดไหน และฝั่งไหนใกล้จุดหมายที่สุดก็ให้เลือกรถไฟฝั่งนั้น แต่หากขึ้นรถผิดฝั่งก็ไม่หลงทางแน่นอน อย่างมากก็แค่เสียเวลานั่งรถไฟอ้อมเส้นทางเท่านั้น อีกทั้งในแต่ละสถานีจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับการช้อปปิ้งแล้วจะมีความใกล้เคียงกัน

 

สำหรับครั้งนี้เราจะไปที่สถานีชิบูย่า (Shibuya Station) เป็นสถานีแรก เพื่อไปทักทายฮาชิโกะ (Hachiko) รูปปั้นสุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านนี้ เมื่อผู้คนพลัดหลงกันก็มักจะมายืนรอกันอยู่ที่รูปปั้นของฮาชิโกะ เมื่อนัดพบกันก็มักจะนัดพบกันที่รูปปั้นของฮาชิโกะ เวลาจะเซลฟี่ไปอวดเพื่อนก็มักจะมากดชัตเตอร์กันที่รูปปั้นของฮาชิโกะ ดูเหมือนนอกจากฮาชิโกะจะมีความซื่อสัตย์แล้ว ยังคงต้องทำหน้าที่อีกหลายบทบาทเชียว

เดินข้ามถนนไปที่ห้าแยกชิบูย่า (Scramble Crossing) ซึ่งเป็นห้าแยกไฟแดงที่สับสนวุ่นวายเพราะมีผู้คนข้ามถนนไปมามากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น การมาเที่ยวที่ย่านชิบูย่ามีข้อดีอย่างหนึ่งก็คือแม้จะมากันเป็นกรุ๊ปใหญ่ แต่ทุกคนจะมีอิสระตามจุดประสงค์ของตัวเอง ใครอยากช้อปปิ้งอะไรที่แตกต่างกันไปก็แยกย้ายกันเดิน เมื่อถึงเวลานัดหมายก็กลับมายังจุดนัดพบ แล้วก็กลับพร้อมกัน

สถานีต่อไป ชินจูกุ (Shinjuku Station) เตรียมกระเป๋าสตางค์และบัตรเครดิตเอาไว้ให้ดี เพราะมีห้างสรรพสินค้ามากมาย ในย่านนี้ยังมีถนนอีกสายหนึ่งคือ ถนนยาสุคุนิ (Yasukuni-dori) ซึ่งมีเสื้อผ้าแบรนด์ดังอย่าง Uniqlo ที่ลดราคากันตลอดทั้งปี

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเกือบครึ่งวันจนกระเป๋าเริ่มจะแฟบแล้ว ไปสถานีฮาราจุคุ (Harajuku Station) กันต่อดีกว่า เมื่อออกจากสถานีนี้เดินเลี้ยวขวาแล้วข้ามสะพานไปจะพบกับทางเข้าศาลเจ้าเมจิ (Meiji-Jingu Shrine) สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ เดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาทีจะเข้าถึงภายใน ศาลเจ้าเมจิเป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโตที่ชาวญี่ปุ่นสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ (Emperor Meiji) และสมเด็จพระจักรพรรดินี โชเก็ง (Empress Shoken) ผู้ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองยกเลิกระบบการปกครองแบบโชกุนในช่วงเวลาแห่งการปฏิวัติเมจิ

 

Odaiba โอไดบะ

เรื่องวิศวกรรมญี่ปุ่นนั้นไม่เป็นรองชาติใดในโลก การสร้างเกาะจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การสร้างเกาะจากการถมทะเลด้วยขยะก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และก็เป็นเรื่องที่ดูจะแปลกๆ แต่เกาะโอไดบะก็เกิดขึ้นมาได้ด้วยขยะจำนวนมหาศาล

เดิมทีโอไดบะเป็นเกาะที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นป้อมปราการป้องกันประเทศ เมื่อย่างเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้เปลี่ยนเกาะเพื่อเป็นเขตท่าเรือ ย่านการค้า ย่านพักอาศัย และย่านนันทนาการขนาดใหญ่ ในอนาคตญี่ปุ่นมีโครงการจะพัฒนาเกาะนี้เพื่อรองรับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนปี 2020  มีโครงการสร้างสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากถึง 7 หมื่นคน

โอไดบะจึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองใหม่ของโตเกียว มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่นตึก Fuji TV, Telecom Center, Tokyo Big Sight และห้างสรรพสินค้า Diver City ที่มีหุ่นยนต์กันดั้มขนาดความสูงเท่าตึกยืนตระหง่านอยู่ด้านหน้า เป็นเสมือนเทพเจ้าของเด็กๆ ที่นี่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างพวกเราก็ยังชอบมาทักทายกันดั้มทุกครั้งที่มีโอกาส

 

Asakusa Temple วัดอะซะกุสะ

เมื่อมาถึงโตเกียวแล้วสิ่งหนึ่งที่ควรทำก็คือ การไปสักการะสิ่งศักสิทธิ์และขอพรที่วัดอะซะคุสะเพื่อความเป็นสิริมงคล วัดเก่าแก่แห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิม องค์เล็กสีทองที่ความสูงเพียง 5.5 เซนติเมตร มีความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของเศรษฐกิจ คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าใครที่เดินทางมาขอพรให้ทำมาค้าขึ้นก็จะได้ตามความปรารถนา

ภายในวัดมีพิธีสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อที่ชาวญี่ปุ่นพึงปฏิบัติก็คือ การโบกควันเข้าหาตัว นั่นคือหลังจากบริจาคเงิน 100 เยนแล้วจะได้ธูปมา 1 มัด นํามาจุดแล้วปักตรงกลางกระถาง เมื่อควันลอยขึ้นให้ใช้มือโบกควันเข้าหาตัว เชื่อว่าควันจากกระถางธูปของวัดนี้จะช่วยทำให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้น เช่น ใครมีปัญหาปวดหัวไหล่ให้โบกควันเข้ามาที่หัวไหล่ ใครสมองไม่ปลอดโปร่งคิดอะไรไม่ออกก็ให้โบกควันเข้ามาที่ศีรษะ ใครอยากมีเงินให้เปิดกระเป๋าสตางค์แล้วโบกควันเข้ามาที่กระเป๋าสตางค์

ภายในวัดมีเครื่องรางหลากหลายให้คนนำไปบูชาซึ่งถือเป็นการสละเงินทำบุญ เช่น เครื่องรางในด้านความปลอดภัย ในด้านสุขภาพ ในด้านความรัก เครื่องรางในแต่ละด้านจะใช้ทดแทนกันไม่ได้ หากจะใช้ทดแทนกันได้จะต้องเป็นเครื่องรางรุ่นฟูลออพชั่นซึ่งจะมีราคาแพงกว่ารุ่นปกติ แต่ครอบคลุมในทุกด้าน และไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางชนิดใดก็ตามจะมีอายุใช้งานได้แค่ 1 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นจึงให้กลับไปเลือกบูชาใหม่กันใหม่

 

Narita-san Temple วัดนาริตะซัง

วัดนาริตะซังเป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่ในเมืองนาริตะ จังหวัดชิบะ เป็นที่รู้จักกันมากในภูมิภาคคันโต ด้วยแรงศรัทธาของผู้คนที่เกิดขึ้นกับวัดแห่งนี้จึงมีคนเดินทางมาสักการะมากที่สุดวัดหนึ่ง ในช่วงวันหยุดปีใหม่ของแต่ละปีจะมีคนเดินทางมายังวัดแห่งนี้มากกว่า 2 ล้านคน และแม้จะเป็นช่วงวันธรรมดาวัดแห่งนี้ก็ไม่เคยวางเว้นจากสาธุชนเลย

สถาปัตยกรรมเจดีย์ห้าชั้นเป็นจุดเด่นที่มองเห็นชัดในวัดแห่งนี้ มีอาคารหลักที่ใช้เป็นสถานที่สำหรับสักการบูชา ภายในยังมีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมพุทธแบบอินเดีย ผสมผสานเอกลักษณ์ของศิลปะแบบญี่ปุ่นอยู่รอบวัด มีถนนหน้าวัดที่เต็มไปด้วยบ้านเรือน ร้านค้าและร้านอาหารมากมาย มีเมนูเด็ดที่ต้องลองก็คือข้าวหน้าปลาไหล เป็นเมนูที่ขายดิบขายดีมาก

Sun Smile Holidays & Travel พาเรามายังวัดนาริตะซังซึ่งเป็นจุดหมายสุดท้ายของภารกิจในครั้งนี้ ออกจากวัดไปไม่ไกลก็ถึงสนามบินนาริตะ จากนี้สายการบิน Jet Asia Airways จะดูแลเราตลอดเส้นทางที่กลับบ้าน หลังจากเครื่องบิน Take Off เรามีโอกาสได้มองออกไปยังด้านล่าง เพื่อรํ่าลาฟูจิซังหญิงสาวขี้อายอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูนางจะไม่เขินอายเลยสักนิดแถมยังส่งยิ้มให้เราอีกด้วย

 

Sun Smile Holidays & Travel
www.sunsmileholiday.com
Call Center : 02-276-9898

25 กรกฎาคม 2016

ผู้ชม 2657 ครั้ง