คาโกชิม่า…ไม่ไปไม่รู้

หมวดหมู่: REVIEW /รีวิว

 

เชื่อไหมว่าแม้ทุกวันนี้คนไทยจะรู้จักญี่ปุ่นรวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามเมืองต่างๆ ค่อนข้างมากแล้ว แต่หากลองเทียบดูกับความน่าสนใจในสถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดของประเทศเราก็จะรู้ได้ว่าที่เราคุ้นเคยกันนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยเหลือเกิน เพราะยังคงมีเมืองเล็กเมืองน้อยอีกมากที่เรายังไม่เคยรู้จักเลย ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสเหมาะเมื่อเราได้รับเชิญจาก “Kagoshima Prefecture” ให้ร่วมเดินทางไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัด “คาโกชิม่า” (Kagoshima) เพื่อนำมาบอกต่อให้คุณผู้อ่านได้รู้จักสำหรับวางเป้าหมายในการท่องเที่ยวญี่ปุ่นครั้งต่อไปได้ทันที และครั้งนี้เราจะไปพบกับเมืองที่น่าเที่ยวมากที่สุด อีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นพร้อมกัน

 

คาโกชิม่าเป็นเมืองหนึ่งในจังหวัดคาโกชิม่าที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของภูมิภาคคิวชู ในอดีตเคยเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองของซามุไรตระกูลชิมะสึ ครองความเป็นเมืองท่าที่สำคัญมาตลอดจนถึงสมัยเอโดะและกลายเป็นเมืองหลวงแห่ง “แคว้นซาสึมะ” (Satsuma Han) ในเวลาต่อมา เมืองเล็กๆ ที่น่าสนใจและชวนให้รู้สึกอบอุ่นไปกับอัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่นอย่างคาโกชิม่าอาจให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากเมืองใหญ่ยอดนิยมที่คุณผู้อ่านเคยไปเที่ยวมาแล้ว เพราะที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีเสน่ห์มากเกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้หมด

หากได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสแม้เพียงสักครั้งก็จะรู้ได้ทันทีว่าคาโกชิม่าเต็มไปด้วยมรดกทางศิลปวัฒนธรรมมากมาย มีธรรมชาติสวยงาม อาหารอร่อย ทั้งยังเป็นเมืองต้นตำรับของหมูดำคุโรบุตะที่คนไทยรู้จักกันดี เหล้าโซจูรสชาติเยี่ยม มีโชยุหวานเป็นสูตรพิเศษของเมือง ขนมมันสำปะหลังชื่อดังอย่าง “คารุคังมันจู” ก็แสนอร่อย ยิ่งงานหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาอีกหลากหลายรูปแบบที่มีรากฐานดั้งเดิมมาจากอดีตก็ยังถูกอนุรักษ์วิธีการผลิตไว้อย่างดีถึงปัจจุบัน

 

ที่สำคัญกว่านั้นคาโกชิม่าคือเมืองบ้านเกิดของสองบุคคลสำคัญในแผ่นดินญี่ปุ่น นั่นคือท่านซามูไร “ไซโง ทาคาโมริ” (Saigo Takamori) ผู้มีบทบาทอย่างมากในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของญี่ปุ่นยุคปลายสมัยเอโดะ และมีการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ทางด้านหน้าพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมเมืองคาโกชิม่าด้วย ส่วนอีกท่านหนึ่งที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันในชื่อ “อัตสึ ฮิเมะ” (Atsu Hime) และคนไทยคุ้นเคยเมื่อเรียกท่านว่า “เจ้าหญิงอัตสึ” ตามชื่อซีรีย์ญี่ปุ่นที่ถูกนำเข้ามาฉายในบ้านเราจนทำให้เราได้รู้จักเจ้าหญิงแห่งคาโกชิม่าผู้นี้ ฉะนั้นไม่ว่าจะเดินทางไปมุมไหนของเมืองเราก็มักจะได้เห็นภาพการ์ตูนหรือสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับบุคคลทั้งสองอยู่เสมอ

ทริปนี้เราเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิถึงสนามบินฟุกุโอกะ และต้องเตรียมตัวบินต่อไปยังเมืองคาโกชิม่าด้วยเครื่องบินเล็กซึ่งให้บริการโดยสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงเครื่องบินจะลงจอดที่สนามบินคาโกชิม่า ดินแดนใหม่สำหรับคนไทยจำนวนมากที่ยังรู้จักกันน้อยเหลือเกิน การเที่ยวในเมืองเล็กๆ อย่างคาโกชิม่าเราสามารถเช่ารถขับเที่ยวกันเองได้สบายๆ มีโรงแรมดีๆ หลายแห่งและมีมากพอที่จะรอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบรวมถึงกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ ร้านอาหารมีทุกสไตล์ ใจกลางเมืองมีช้อปปิ้งมอลล์ที่รวบรวมสินค้าไว้มากมายบนถนนสายยาว มีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกประจำเมืองที่รวมทุกสินค้าไว้ครบทุกชนิด

เราพบกับร้าน “Mujyaki” ซึ่งเป็นร้านไอศกรีมนมคล้ายกับน้ำแข็งไสเนื้อเนียนผสมผลไม้สดตกแต่งให้มีหน้าตาน่ารักที่เรียกว่า “ชิโรคุมะ” ร้านนี้มีสัญลักษณ์หน้าร้านที่โดดเด่นมากคือตุ๊กตาหมีตัวใหญ่รอทักทายลูกค้า แต่ถ้าชอบบรรยากาศสำหรับผู้ใหญ่ที่จะชวนกันไปกินดื่มช่วงค่ำก็ต้องแนะนำที่ย่าน “คาโกชิม่า ยะไตมุระ” (Kagoshima Yataimura) ที่มีร้านอาหารร้านเหล้ารวม 26 ร้าน ซึ่งแม้แต่ละร้านจะเป็นร้านเล็กๆ จุลูกค้าได้ร้านละประมาณ 8-10 คน แต่อาหารอร่อย บรรยากาศดีและมีเหล้าโซจูให้จิบทุกร้าน

 

Satsuma Kiriko

 

เราเริ่มต้นทำความรู้จักกับคาโกชิม่าด้วยการไปชมงานฝีมือชิ้นเอกของเมืองประเภทเครื่องแก้ว คาโกชิม่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องแก้วเนื้อดีที่เรียกว่า “ซาสึมะ คิริโกะ” (Satsuma Kiriko) ผลิตขึ้นด้วยวิธีการที่ตกทอดกันมาเป็นร้อยปีจากซามุไรตระกูลชิมะสึ สร้างสรรค์เครื่องแก้วที่มีสีสันเฉพาะตัวด้วยการใช้รูปแบบการวางซ้อนกันของแก้วใสและแก้วสีให้เกิดสีเหลือบผสมกันอย่างสวยงาม กลายเป็นงานฝีมือชั้นยอดสัญลักษณ์ของเมืองไปเลย

 

ได้ไปชมตัวอย่างเครื่องแก้วสวยๆ ที่ร้าน “ISO Kogei Kan” ซึ่งยังคงผลิตเครื่องแก้วด้วยวิธีดั้งเดิม แต่ก็เพิ่มรูปแบบและลวดลายสีสันมากขึ้น เนรมิตเครื่องแก้วที่สวยงามให้เป็นได้ทั้งภาชนะและของแต่งบ้าน เห็นราคาแล้วอาจดูว่าแพงอยู่เหมือนกันแม้จะเป็นชิ้นเล็กๆ ก็ตาม แต่ต้องบอกเลยว่าเป็นการผลิตที่ต้องใช้ความประณีตสูง เราได้เข้าชมการผลิตแก้วของที่นี่ด้วย ได้เห็นการทำงานของช่างฝีมือดีประจำโรงงานตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงวางจำหน่ายได้ ถือเป็นงานศิลปะที่หาชมหาซื้อได้ยาก แต่ยังมีอยู่ที่คาโกชิม่าแห่งนี้

 

Sakura jima

 

เราได้พบกับภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่ยังพร้อมคุกรุ่นตลอดเวลาในคาโกชิม่า ซึ่งมีชื่อว่า “ภูเขาไฟซากุระจิมะ” (Sakurajima) ยักษ์ใหญ่ขี้หงุดหงิดที่พร้อมจะพ่นเถ้าถ่านออกมาตามอำเภอใจตลอดเวลา ชาวเมืองคาโกชิม่าดูจะคุ้นเคยและชินกับการปะทุแบบเล็กๆ น้อยๆ ของซากุระจิมะที่ทำให้มีเถ้าลอยออกมาปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองอยู่เป็นประจำ แต่ถ้าเกิดรุนแรงขึ้นอย่างที่เคยเกิดในปี 2013 ซึ่งซากุระจิมะพ่นเถ้าถ่านสูงขึ้นไปในอากาศกว่า 5,000 เมตรที่ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1955 ลาวาที่ไหลออกมาเคลื่อนจากเชิงเขาไปไกลถึง 1 กิโลเมตร ชาวเมืองก็ต้องสวมหน้ากากกันฝุ่นและการคมนาคมต้องหยุดชะงักเพราะทัศนวิสัยไม่ดีเอาเสียเลย

 

ภูเขาไฟซากุระจิมะถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของคาโกชิม่า ภาพภูเขาไฟขนาดใหญ่สูงประมาณ 1,117 เมตรที่มีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาเป็นครั้งคราวจากปากปล่องเป็นภาพที่เห็นได้บ่อย และก็กลายเป็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากสำหรับอาคันตุกะอย่างเรา แต่ก็อดตกใจไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงประทุอยู่บ้าง เดิมทีซากุระจิมะคือเกาะภูเขาไฟกลางอ่าวคาโกชิม่า แต่เพราะแรงระเบิดอย่างรุนแรงในปี 1914 ทำให้ซากุระจิมะปล่อยลาวาร้อนๆ ให้ไหลทะลักออกมาราว 3,000 ล้านตันล้นเอ่อท่วมไปทั่วฝั่งคาบสมุทรโอซูมิ (Osumi) จนเชื่อมพื้นที่ทั้งสองด้านที่เคยห่างกันราว 500 เมตรให้กลายเป็นแผ่นดินเดียวกันไปเลย

การเฝ้ามองซากุระจิมะจากบนฝั่งเมืองจะให้ภาพที่สวยงามเพราะภูเขาไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก เพราะฉะนั้นเพียงแค่ยืนมองจากตัวเมืองก็เห็นได้ชัด แต่หากลองนั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือคาโกชิม่าไปขึ้นฝั่งที่ “Sakurajima Ferry” ก็จะใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้นแต่กลับได้ไปสัมผัสจุดชมวิวเพื่อมองเห็นภาพภูเขาไฟที่สวยงามได้ชัดเจนที่สุด และเรายังได้เห็นร่องรอยการถูกเถ้าถ่านภูเขาไฟทับถมเมืองจนแม้แต่เสาโทริอิยังโผล่พ้นดินขึ้นมาได้เพียงแค่ส่วนยอดเท่านั้น

 

Kubota Orimono

 

อีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของคาโกชิม่าก็คือการเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมเนื้อดีของญี่ปุ่น และนิยมนำมาตัดเย็บเป็นชุดกิโมโน เรามีโอกาสได้ไปพบกับความเป็นมาของการผลิตผ้าไหมที่ “โรงทอผ้าไหมคูโบตะ” (Kubota Orimono) เพื่อชมวิธีการและขั้นตอนการผลิตที่ยังคงใช้วิธีดั้งเดิมที่มีมาแต่สมัยเอโดะซึ่งเรียกว่า “ซึมูกิ” (Tsumugi) เป็นผ้าไหมทอมือที่สร้างลวดลายบนเนื้อผ้าด้วยเทคนิคการทอสลับเส้นไหมที่ผ่านการย้อมสีด้วยเปลือกไม้และหมักด้วยโคลนจนสีติดแน่นกับเนื้อผ้า ซึ่งผ้าจะถูกย้อมซ้ำหลายสิบครั้งเพื่อให้สีติดทนนานที่สุด และการทอผ้าทุกชิ้นจะใช้การทอมือเพื่อให้ได้ผืนผ้าที่ประณีตและละเอียดสวยงาม

เรายังได้ไปชมความเป็นมาของ “โรงทอผ้าไหมโอชิมะ ซึมูกิ” (Oshima Tsumugi) เพื่อชมการผลิตเส้นไหมและการย้อมสีแบบดั้งเดิม ได้เรียนรู้วิธีการย้อมสีผ้าแบบโบราณอย่างใกล้ชิด ได้เห็นเครื่องทอผ้าและเฝ้ามองช่างทอค่อยๆ ประณีตกับเส้นไหมแต่ละเส้นจนออกมาเป็นผืนผ้าพร้อมตัดเย็บ ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่นิยมนำผ้าไหมเหล่านี้ไปตัดเป็นชุดกิโมโนก็เนื่องจากเป็นผ้าที่มีน้ำหนักเบา ทำให้ผู้สวมใส่สบายตัว และไม่ร้อนอบอ้าวแม้จะสวมกิโมโนในช่วงฤดูร้อนก็ตาม

 

cu art Metal art & craft

 

รูปแบบการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่นอาจต่างไปจากบ้านเราที่จะบูชากันบนหิ้งพระ แต่ของญี่ปุ่นจะนิยมสร้างที่จัดวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นแท่นบูชาที่มีลักษณะคล้ายตู้มีประตูเปิดปิด จึงเป็นที่มาของศิลปะการตกแต่งแท่นบูชาด้วยทองคำเปลวที่ตีจนเป็นแผ่นบางแล้วนำมาบุให้เป็นลวดลายต่างๆ เรียกกันว่า “ศิลปะคิว” (Cu Art) ช่างผู้สลักต้องฝึกฝีมือกันนานเป็นสิบปีจึงจะได้รับการยอมรับให้สามารถสร้างชิ้นงานออกจำหน่ายได้

 

เราเข้าชมภายในโรงงานผลิตที่สร้างสรรค์งานศิลปะเหล่านี้มาหลายสิบปี และในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมาจากที่ผลิตงานสำหรับใช้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และใช้เฉพาะภายในวัดหรือศาลเจ้าก็ขยายรูปแบบออกมาเป็นงานศิลปะเพื่อใช้ในบ้านหรือร้านค้าได้ด้วย และยังใช้วิธีการคล้ายกันนี้ในการผลิตงานศิลปะด้วยชิ้นโลหะให้เป็นภาชนะและเครื่องเรือน รวมถึงโคมไฟ ของแต่งบ้าน และของที่ระลึกอีกมาก ที่มีแน่นอนคือกาน้ำโบราณสไตล์คาโกชิม่าแท้ๆ ที่มีเพียงแห่งเดียวที่นี่ และงานศิลปะที่ประดิษฐ์ออกมาเป็นรูปภูเขาไฟซากุระจิมะสัญลักษณ์สำคัญของเมืองนี้ก็มีอยู่ด้วย ขอย้ำว่างานศิลปะเหล่านี้มีช่างตอกโลหะสร้างงานกันด้วยมือทุกชิ้นอย่างประณีตที่สุด

 

เครื่องปั้น ดินเผาอารากิ

 

อย่างที่บอกไปแล้วว่าคาโกชิม่าคือแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น เราจึงเข้าชม “เครื่องปั้นดินเผาอารากิ” เพื่อชมการปั้นดินที่มีรูปแบบและเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ดำเนินกิจการถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 15 แล้ว เนื้อดินสีดำแบบดั้งเดิมจะถูกผสมออกมาใหม่ให้มีสีเขียวขี้ม้าอ่อนไม่ซ้ำใครและเป็นเอกลักษณ์ของร้านนี้ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอย่างเป็นทางการเป็นแห่งแรก ดินเนื้อสีดำของที่นี่จะเป็นดินจากภูเขาไฟที่มีโลหะปนอยู่ มาถึงยุคปัจจุบันมีการผสมสีอื่นเพิ่มเติมสร้างสีสันใหม่ๆ ให้กับสินค้า รวมทั้งมีดินสีขาวสีดำเพิ่มเข้ามาทำให้สินค้ายิ่งหลากหลายมากขึ้น

 

เครื่องปั้นดินเผาอิบุซึกิ โชวอุทาโระยากิ

 

เราไปกันที่เมือง “อิบุซึกิ” (Ibusuki) เพื่อชม “เครื่องปั้นดินเผาโชวอุทาโระยากิ” ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่สืบทอดวิชากันมาในครอบครัว “คุณคัตสึฮิเดะ อาริยามะ” (Katsuhide Ariyama) คือรุ่นปัจจุบันที่ยังคงสืบทอดอาชีพนี้เรื่อยมา และยังคงใช้รูปแบบเดิมในการผลิตมาโดยตลอด ภายในห้องจำหน่ายชิ้นงานจะมีงานฝีมือของครอบครัวจัดแสดงอยู่ด้วย งานที่ผลิตออกมาในแต่ละรุ่นก็จะแตกต่างกันไปโดยไม่มีกรอบ ใครอยากสร้างสรรค์งานชิ้นใดก็ทำออกมาได้ตามใจจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไป คุณอาริยามะเชื่อว่าไม่มีงานชิ้นใดดีไปกว่ากัน อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะชื่นชอบงานชิ้นไหนมากกว่าเท่านั้นเอง

 

Ibusuki Satsuma Denshokan

 

ชมเครื่องปั้นดินเผาที่สวยงามมากซึ่งนำมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวรภายในอาคารหลังใหญ่ที่เปิดอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2008 เครื่องปั้นดินเผาที่เราได้ชมภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต่างไปจากรูปแบบเดิมที่เราเคยเห็น ได้รับคำอธิบายว่างานศิลปะเครื่องปั้นดินเผาของที่นี่มีชื่อเรียกว่า “ซาสึมะยากิ” ซึ่งผลิตขึ้นตั้งแต่สมัยเมจิ และล้วนแต่เป็นสินค้าที่ผลิตส่งออกจำหน่ายยังต่างประเทศทั้งสิ้น

 

เท่าที่เห็นคือเป็นเครื่องปั้นดินเผาชิ้นใหญ่ดูอลังการ หากได้ชมลวดลายที่ช่างฝีมือวาดลงบนเนื้องานจะเห็นได้ว่าสวยงามและละเอียดประณีตมาก ผสมกับลวดลายที่เป็นธรรมชาติของเนื้อดินยิ่งทำให้น่ามอง ภายในอาคารมีชิ้นงานให้เราชมหลากหลายจำนวนเกือบ 400 ชิ้นใน 2 ชั้นของอาคารซึ่งเรากล้าพูดได้เต็มปากว่าสวยงามมากทุกชิ้น ส่วนอีกฝั่งหนึ่งของตัวอาคารก็จะมีร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนที่อร่อยมาก หลังจากเดินชมงานศิลปะสวยๆ ในพิพิธภัณฑ์แล้วก็สามารถแวะเข้ามารับประทานอาหารภายในร้านนี้ได้

 

ออนเซน ทรายร้อนที่อิบุซึกิ

 

และที่สุดของไฮไลท์ในการเที่ยวคาโกชิม่าก็คือการเดินทางมายังเมือง
อิบุซึกิเพื่อสัมผัสกับออนเซนทรายร้อน ซึ่งแม้จะพอพบได้บ้างในเมืองอื่นของญี่ปุ่น แต่สำหรับที่อิบุซึกิการแผ่ความร้อนธรรมชาติจากใต้พิภพลงสู่ผืนทรายริมคาบสมุทรซาซึมะกลายเป็นจุดเด่นของออนเซนทรายที่ตั้งอยู่ริมทะเลแห่งนี้ และยังมีออนเซนน้ำแร่ควบคู่กันไปด้วยซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จึงชื่นชอบที่จะมาแช่ออนเซนกันที่นี่หลายครั้งในแต่ละปี

อุณหภูมิเมื่อเราต้องลงไปนอนแช่ในออนเซนทรายประมาณ 55 องศาเซลเซียส และแช่นานประมาณ 10 นาที ก่อนเริ่มเราก็ต้องรับกุญแจล็อกเกอร์เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้ามาสวมยูกาตะแล้วเดินลงไปนอนบนผืนทรายได้เลย เจ้าหน้าที่จะช่วยกันตักทรายถมตัวเราให้โผล่พ้นเฉพาะใบหน้าและลำคอ น้ำหนักของทรายที่ทับอยู่บนตัวเราประมาณ 20-30 กิโลกรัม จึงอาจจะทำให้รู้สึกอึดอัดบ้างสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่เคย จนเมื่อครบเวลาเราก็เข้าไปอาบน้ำล้างทรายออกจากตัวถือเป็นอันเสร็จเรียบร้อย

สรรพคุณของออนเซนทรายจะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย หากปวดหัวไหล่หรือหัวเข่าจะยิ่งได้ผลดีถ้าได้ทำอย่างต่อเนื่อง และจะให้ผลดีกว่าออนเซนน้ำแร่ร้อนถึง 3-4 เท่า สามารถลงออนเซนทรายได้ในคนทุกวัยตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไป เพียงแต่ถ้าฝังตัวลึกก็จะร้อนมากหน่อย และก็มีข้อห้ามที่ต้องระวังสำหรับผู้ที่มีอาการของโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงที่ไม่ควรใช้บริการเพราะอาจจะเกิดอันตรายได้

และทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในอีกจำนวนมากมายสำหรับแหล่งท่องเที่ยวในคาโกชิม่าเท่านั้น เราเชื่อว่าความพร้อมในทุกด้านของเมืองเล็กๆ เมืองนี้จะดึงดูดให้คุณผู้อ่านเดินทางมาเที่ยวได้ไม่ยาก หากกำลังมองหาเมืองท่องเที่ยวใหม่ๆ ตลอดครึ่งปีหลังนี้คาโกชิม่าพร้อมที่สุดสำหรับการต้อนรับคุณผู้อ่าน ยิ่งฤดูใบไม้เปลี่ยนสีช่วงปลายปีด้วยแล้วยิ่งไม่ควรพลาดเด็ดขาด เพราะบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคาโกชิม่านั้นสวยงามมากจริงๆ

26 กรกฎาคม 2016

ผู้ชม 1504 ครั้ง