Kagawa เที่ยวญี่ปุ่นเท่าไรก็ไม่เบื่อ

หมวดหมู่: REVIEW /รีวิว

 

เห็นจะจริงอย่างที่ใครๆ บอกไว้ว่า “เที่ยวญี่ปุ่นเท่าไรก็ไม่เบื่อ” ยิ่งถ้าได้เปิดสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ด้วยแล้วก็ยิ่งน่าสนใจ เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยเฝ้ารอเส้นทางใหม่ในญี่ปุ่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันหลังจากที่เลือกเที่ยวเมืองใหญ่ยอดนิยมกันมาจนแทบครบแล้วในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทริปล่าสุดของเราจึงลงเอยกันที่จังหวัด “คางาวะ” ตามคำเชิญของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำจังหวัด ผ่านการประสานงานโดย “บริษัท โคริ แพลนนิ่ง จำกัด” ที่ได้นำทีมสื่อมวลชนและเอเยนต์บริษัททัวร์ชั้นนำร่วมสำรวจเส้นทางและทำความรู้จักกับสถานที่ท่องเที่ยวในคางาวะ ซึ่งเชื่อได้เลยว่าในอนาคตอันไม่นานนี้จะกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของคนไทยแน่นอน

คางาวะถือเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น แต่บนพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้กลับสร้างความยิ่งใหญ่ทางความรู้สึกให้เราอย่างมากกับความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยวชนิดที่เรียกว่ามีมากเกินตัว แถมวิวทิวทัศน์ก็สวยน่าชม ธรรมชาติดีงามมีดอกไม้สวยๆ เยอะแยะไปหมด อาหารการกินก็มากมาย เท่าที่ทราบอาหารขึ้นชื่อของคางาวะก็คืออุด้ง เพราะฉะนั้นมาถึงคางาวะแล้วอุด้งเท่านั้นที่เราต้องการ

การเดินทางครั้งนี้ด้วยความที่เส้นทางจากกรุงเทพฯไปคางาวะในปัจจุบันนี้ยังไม่มีเที่ยวบินตรง เราจึงเดินทางโดยสายการบิน China Airlines ที่จะพาเราบินจากกรุงเทพฯไปแวะเปลี่ยนเครื่องกันที่สนามบินเถาหยวน เมืองไทเปของไต้หวันด้วยเวลาบิน 3 ชั่วโมง 25 นาที ฆ่าเวลากันประมาณ 2 ชั่วโมงด้วยการช้อปปิ้งในสนามบินก่อนจะบินต่ออีกประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อไปลงจอดที่ “สนามบินทากามาทสึ” ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดคางาวะพร้อมความประทับใจในบริการและความสะดวกสบายพร้อมอาหารเครื่องดื่มครบชุดที่ได้รับจาก China Airlines ทั้งสองช่วงบิน

เราเดินทางถึงคางาวะในช่วงค่ำของวันและได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวประจำจังหวัดอย่างอบอุ่นด้วยอาหารสุดพิเศษของคางาวะเป็นมื้อแรกที่โรงแรม Hanajyukai ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดทั้งนั้น ได้ชิมอุด้งคางาวะครั้งแรกก็มื้อนี้นี่แหละ ระหว่างนี้เราได้
รับทราบข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อเตรียมไปสำรวจเส้นทางด้วยตัวเองในวันรุ่งขึ้น ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าพักที่โรงแรม Hotel Okura
Marugame เป็นคืนแรกในคางาวะ

 

Seto-Ohashi Bridge Memorial Park

 

 

เช้าวันแรกของการเริ่มต้นโปรแกรมเราไปชม “พิพิธภัณฑ์สะพานเซโตะโอฮาชิ” (Seto-Ohashi Bridge Memorial Park) สถานที่ที่รวบรวมทุกเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของ “สะพานเซโตะโอฮาชิ” (Seto-Ohashi Bridge) ที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อเส้นทางระหว่างเกาะชิโกกุและเกาะฮอนชู และถือเป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมระหว่างเกาะเล็กเกาะน้อยที่ทะเลในเซโตะอีก 5 เกาะด้วย

หากนับความยาวรวมทั้ง 5 ช่วงนี้สะพานเซโตะโอฮาชิจะได้ชื่อว่าเป็นสะพาน 2 ชั้นที่ยาวที่สุดในโลกโดยได้รับการบันทึกสถิติจากกินเนสบุ๊กในปี 1998 ด้วยความยาวทั้งสิ้น 12.3 กิโลเมตร ชั้นบนของสะพานสร้างให้เป็นเส้นทางสัญจรของรถยนต์ ส่วนชั้นล่างสร้างเป็นทางรถไฟรางคู่ซึ่งออกแบบไว้รองรับเส้นทางของรถไฟชินคันเซ็น ใช้งบประมาณการสร้างมหาศาลถึง 1 ล้านล้านเยน และสร้างกันนานเกือบ 10 ปีจนมาเปิดใช้งานครั้งแรกในปี 1988

ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่จัดแสดงรายละเอียดที่มาที่ไปของสะพาน มีโมเดลตัวสะพานทั้งหมดที่ทอดผ่านทะเลและส่วนที่เชื่อมเกาะ แสดงระยะทาง นวัตกรรมการสร้างและอุปกรณ์ที่ใช้แบบละเอียดยิบ มีห้องฉายภาพยนตร์ที่จะเล่าความเป็นมาของการสร้างสะพาน รวมทั้งจัดฉายภาพยนตร์และอนิเมชั่นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับคางาวะ ส่วนด้านบนอาคารมีดาดฟ้าสำหรับชมสะพานในมุมที่สวยงามที่สุด และยังมีจุดจำหน่ายสินค้าที่ระลึกด้วย

ที่น่าสนใจสำหรับสะพานแห่งนี้ก็คือแนวความคิดที่จะสร้างซึ่งมีมาตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้ว แต่ในยุคนั้นไม่มีใครเชื่อว่าจะสามารถสร้างสะพานข้ามทะเลที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้จริง ทั้งยังไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่จะช่วยให้คนยุคนั้นนึกภาพออก จึงเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ “โอคุโบะ จินโนโจ” (Okubo Jinnojo) เจ้าของแนวคิดนี้ถูกสบประมาทอยู่ตลอดนับตั้งแต่มีความคิดจะสร้างสะพานในปี 1889 กาลเวลามาพิสูจน์ในร้อยปีให้หลังว่าสะพานสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่จินโนโจก็ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมนวัตกรรมที่เกิดจากแนวคิดของเขาชิ้นนี้อีกแล้ว

 

Reoma no Mori Hotel

 

 

รู้จักกินซูชิกันมาตั้งนานแต่เพิ่งจะได้สนุกกับการปั้นซูชิก็วันนี้ เรามีโปรแกรมไปเรียนรู้การทำซูชิที่ “โรงแรมเรโอะมะ โนะ โมริ” (Reoma no Mori Hotel) และต้องลงมือปั้นซูชิด้วยตัวเองสำหรับเป็นอาหารมื้อเที่ยงโดยมีเชฟมือหนึ่งมาสาธิตวิธีทำให้เราชมตั้งแต่กรรมวิธีการแล่ปลาและปั้นข้าวก่อนจะวางหน้าซูชิด้วยเนื้อปลา ไข่ปลาแซลมอน กุ้งและหมึก โปรแกรมสร้างสรรค์อาหารเที่ยงด้วยตัวเองจึงกลายเป็นกิจกรรมที่ทั้งสนุกและอร่อยไปพร้อมกัน

 

new Reoma World

 

 

อิ่มท้องกับซูชิแล้วเราก็ไปย่อยอาหารกันที่ “สวนสนุกนิว เรโอะมะ เวิลด์” สวนสนุกชื่อดังของจังหวัดคางาวะที่มีทั้งเครื่องเล่นชวนหวาดเสียว ชิงช้าสวรรค์ สวนน้ำ สวนดอกไม้และโรงแรมที่พักบนพื้นที่รีสอร์ทขนาดใหญ่เสมือนเมืองแห่งความสนุก ถ้ามาเที่ยวในช่วงวันหยุดก็ดูจะหนาแน่นไปด้วยผู้คน แต่ถ้าเลือกเที่ยววันธรรมดาก็จะบางตาลงไปมาก และถ้าจะให้สนุกกันเต็มที่ก็ต้องใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงจึงจะเพียงพอ

นอกจากบรรดาเครื่องเล่นทั้งหลายแล้วสวนสนุกนิว เรโอะมะ เวิลด์ยังมีมุมสินค้าที่ระลึก ขนมและของสวยๆ งามๆ ให้ชอปปิ้ง และมีความเป็นที่สุดในโลกอยู่ที่นี่ด้วย นั่นคือบันไดเลื่อนที่สูงสุดในโลกด้วยระยะทางยาว 96 เมตร และมีบันไดมากถึง 238 ขั้น หากขึ้นบันไดจากชั้นล่างเลื่อนไปจนถึงชั้นบนโดยยืนอยู่กับที่ไม่ก้าวขาเดินก็จะใช้เวลา 3.14 นาที

 

Manno Park

 

 

ไปต่อกันที่ “สวนสาธารณะมังโน” (Manno Park) เพื่อชมสวนสวยที่เต็มไปด้วยดอกไม้ น้ำตก และพื้นที่กว้างใหญ่สำหรับกิจกรรมกีฬา ที่นี่มีจักรยานให้เช่าและมีพื้นที่เรียนรู้การปลูกข้าว เพาะเห็ด จับปลา ช่วงกลางเดือนเมษายนจะมีพื้นที่ชมทุ่งทิวลิปที่สวยงามมาก พอเข้าช่วงเดือนมิถุนายนก็จะได้ชมดอกไฮเดรนเยีย และกันยายนถึงตุลาคมก็จะเต็มไปด้วยดอกพิงค์มอส ด้านหลังสวนสาธารณะจะมีสระน้ำขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านแถบนี้เชื่อกันตามตำนานว่ามีมังกรอาศัยอยู่ เราจึงหายสงสัยทันทีว่าทำไมเมื่อเข้ามาในสวนสาธารณะแห่งนี้จึงเห็นรูปปั้นมังกรอยู่เต็มไปหมด

 

Urashima

 

 

มีจุดชมดอกไม้อยู่อีกแห่งที่ “สวนดอกไม้อุราชิมะ” (Urashima) เรานั่งรถออกไปแถบชานเมือง ได้พบกับบรรยากาศดีๆ ตลอดเส้นทางจนถึงสวนดอกไม้อุราชิมะที่เต็มไปด้วยดอกมาร์กาเร็ต สีขาว เหลือง ส้ม บานสวยงามอยู่ริมทะเลที่มีเกาะใหญ่น้อยเป็นฉากหลัง ก่อนหน้านี้พื้นที่ที่เป็นสวนดอกไม้อุราชิมะเคยเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่ามาก่อน ชาวบ้านแถบนี้เห็นว่าปล่อยไว้ก็ไร้ประโยชน์ เลยพากันมาร่วมปลูกดอกมาร์กาเร็ตและช่วยกันดูแลจนทั่วทั้งพื้นที่กลายเป็นทุ่งดอกมาร์กาเร็ตที่สวยงามอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

 

 Kotosankaku

 

เที่ยวกันครบโปรแกรมของวันก็ปิดท้ายด้วยอาหารเย็นแสนอร่อยในเรียวกังชื่อดังของเมือง นั่นคือ“Kotosankaku” ที่นี่มีเซ็ต อาหารที่อร่อยมากทุกเมนู และไม่พลาดที่จะมีอุด้งมาเป็นหนึ่งในหลายเมนูด้วย เป็นความรู้สึกอิ่มอร่อยที่สุดยอดมากสำหรับคืนที่ 2 ในคางาวะของเรา

 

Nakano Udon School

 

วันถัดมาเรามีโปรแกรมสำคัญที่ศาลเจ้าโคโตฮิรากู (Kotohiragu Shrine) แต่ในย่านศาลเจ้าเราพบว่ามีความน่าสนใจกันตั้งแต่ต้นทาง เพราะถนนที่ทอดยาวไปสู่ศาลเจ้านั้นจะเต็มไปด้วยร้านค้าหลากหลายเรียงรายอยู่สองข้างทาง และที่กลายมาเป็นอีกโปรแกรมให้เราได้สนุกกันก็คือการเข้าไปเรียนรู้การทำอุด้งแบบไม่ธรรมดาใน “โรงเรียนสอนทำอุด้งนากาโนะ” (Nakano Udon School) ที่ทำให้เราสนุกไปกับการผลิตอาหารเส้นชนิดนี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนกลายเป็นเส้นอุด้งเหนียวนุ่มในน้ำซุปหอมชวนกิน

เราได้พบกับ “คุณครูมัตจัง” ผู้ที่จะมานำเราสนุกไปกับการนวดแป้งอุด้งแบบไม่เหมือนใคร นั่นคือเมื่อผสมแป้งกับน้ำและนวดจนเข้าที่แล้วครูจะให้เรานำแป้งใส่ถุงพลาสติกวางลงกับพื้นแล้วเหยียบไปพร้อมกับเปิดเพลงสนุกๆ ให้เราได้เต้นไปเหยียบไป ความสนุกที่ว่านั้นยังไม่เท่ากับการได้เห็นมัตจังนำเต้นแบบไม่รู้จักเหนื่อยแถมสนุกสุดเหวี่ยงตลอดเวลา เราจึงพากันเต้นตามพร้อมกับย่ำเหยียบแป้งอุด้งไปด้วย ใครว่ามาถึงคางาวะแล้วไม่ได้กินอุด้งถือว่ายังมาไม่ถึง แต่เราถึงขั้นได้นวดแป้งอุด้งเองด้วยจึงต้องถือว่าสัมผัสความเป็นคางาวะได้ถึงที่สุดแล้ว นับรวมครบทั้งเรียนนวดแป้งและนำแป้งไปทำเป็นอุด้งกินพร้อมอาหารเซ็ตมีราคาอยู่ที่ 1,520 เยน เรียนจบพร้อมได้รับประกาศนียบัตรและไม้นวดแป้งเป็นที่ระลึกถือว่าคุ้มเกินคุ้มจริงๆ

 

Kompirasan No Omae Kobo

& Kinryo No Sato

 

 

นอกจากโรงเรียนสอนทำอุด้งนากาโนะแล้ว ย่านศาลเจ้าโคโตฮิรากูยังมี “ร้านคนปิระซัง โนะ โอมาเอะ โคโบ” (Kompirasan No Omae) ร้านแกะสลักไม้สำหรับทำเป็นป้ายชื่อ ป้ายร้าน ของใช้และของที่ระลึกชิ้นเล็กชิ้นน้อย เป็นงานฝีมือที่ผลิตอย่างประณีตและน่าสนใจมาก อีกทั้งเราสามารถให้ทางร้านสลักชื่อหรือตัวอักษรตามที่เราต้องการได้

 

เรายังได้พบกับ “โรงสาเกคินเรียว โนะ ซาโตะ” ที่เชี่ยวชาญการผลิตสาเกคุณภาพเยี่ยมมานานกว่า 400 ปี ภายในโรงสาเกแห่งนี้จะจัดบรรยากาศเหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าวิธีการผลิตสาเกตั้งแต่ในสมัยเอโดะที่ถึงแม้ปัจจุบันจะมีวิธีการและเครื่องมือที่ทันสมัยมากขึ้นแล้ว แต่เราก็ได้เรียนรู้กรรมวิธีแบบเก่าแก่ที่นี่ และยังได้ชมถังไม้สึกิขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับบ่มสาเก ส่วนใครที่อยากซื้อเหล้าสาเกกลับบ้านเป็นของฝากก็ไม่ผิดหวัง เพราะมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย โดยที่เราสามารถลองชิมก่อนตัดสินใจซื้อได้ด้วย

 

Kotohiragu Shrine

 

 

เดินผ่านถนนด้านหน้าศาลเจ้าไปจนสุดทางเราก็ได้พบกับเชิงบันไดที่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเดินเท้าขึ้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลเจ้าโคโตฮิรากูที่ชาวญี่ปุ่นแทบทุกคนตั้งใจว่าจะต้องมาสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต ตลอดทางขึ้นไปยังจุดหมายจะต้องผ่านบันได 785 ขั้น พลังศรัทธาจะนำพาให้ทุกคนก้าวข้ามความเหนื่อยยากฝ่าหนทางลาดชันไปสู่ศาลเจ้าบนยอดเขาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

ศาลเจ้าโคโตฮิรากู หรือที่คนท้องถิ่นขนานนามว่า “คนปิระซัง” เป็นศาลเจ้าชื่อดังประจำจังหวัดที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามและได้รับการยอมรับว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดในแถบนี้ ตัวอาคารศาลเจ้าสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1659 ยังคงมีความเชื่อดั้งเดิมหลงเหลืออยู่ในศาลเจ้าแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราจึงได้เห็นว่าระหว่างทางเดินขึ้นไปยังศาลเจ้าจะมีโรงเลี้ยงม้าขาวและม้าดำที่สวยงามและรูปร่างได้ลักษณะซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเหมือนพาหนะของเทพเจ้าแห่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้

 

Kompira Kabuki

 

 

ขยับห่างออกมาจากย่านศาลเจ้าไม่ไกลนักมี “โรงละครคนปิระ คาบูกิ” (Kompira
Kabuki) โรงคาบูกิเก่าแก่ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี 1835 นับถึงตอนนี้ก็ 180 ปีแล้ว ในปี 1970 รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุรักษ์อาคารโรงละครแห่งนี้ให้เป็นมรดกแห่งชาติ แต่จริงๆ แล้วเดิมทีอาคารโรงละครไม่ได้ตั้งอยู่จุดนี้ตั้งแต่แรก ก่อนนั้นเคยสร้างไว้ในย่านใจกลางเมือง จนปี 1972 ก็ถูกย้ายมาไว้ที่นี่เนื่องจากตัวอาคารทำจากไม้ จึงเกรงกันว่าหากเกิดเหตุไฟไหม้ในตัวเมืองของมีค่าทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้จะต้องเสียหายไปด้วยแน่นอน และขั้นตอนการย้ายโรงละครมาไว้ในที่ใหม่ก็ต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี

 

โรงละครคนปิระ คาบูกิในปัจจุบันยังคงไม่มีเครื่องปรับอากาศและฮีตเตอร์ดังเช่นอดีตในยุคที่ยังไม่มีไฟฟ้า จึงเลือกจัดการแสดงในช่วงเดือนเมษายนเนื่องจากมีอากาศที่กำลังเย็นสบาย จะมีก็แต่โคมไฟเหนือเวทีและที่นั่งสำหรับผู้ชมทางด้านหน้า ช่วงเปิดการแสดง 32 รอบในเดือนเมษายนของแต่ละปีจะมีผู้ชมหลั่งไหลมาจากทั่วทุกแห่งซึ่งจะเดินทางมาชมกันปีละประมาณ 25,000 คน

 

Kitahama

 

 

อีกย่านหนึ่งในคางาวะที่ถูกใจเรามากอยู่ในเมืองทากามาทสึ นั่นคือ “ย่านคีตาฮามะ” (Kitahama) หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า “ตรอกอินดี้คีตาฮามะ” ที่ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือ เป็นตรอกเล็กๆ ที่ดัดแปลงโกดังเก็บสินค้าเก่าให้กลายเป็นย่านชอปปิ้งสินค้าดีไซน์เก๋ๆ ไม่ซ้ำใคร งานขายไอเดียมีอยู่มากมายในย่านนี้ท่ามกลางบรรยากาศที่แปรสภาพและตกแต่งให้สวยงามกันเฉพาะภายในร้าน แต่สำหรับภายนอกยังคงความเก่าของโครงอาคารสังกะสีไว้เช่นเดิม สินค้าที่เราจะพบได้ที่นี่มีทั้งร้านอาหาร ขนมอร่อย ของแต่งบ้าน เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ซึ่งน่าซื้อแทบทุกชิ้นจนอดใจไว้ไม่ค่อยอยู่

 

Shodoshima Island

 

 

หนึ่งในโปรแกรมไฮไลท์ของการเที่ยวคางาวะอยู่ที่นี่ “เกาะโชโดะชิมะ” (Shodoshima Island) ที่เราอยากเรียกว่าเป็นเกาะสวรรค์ เพราะตลอดเวลาที่อยู่บนเกาะแห่งนี้มีแต่ความสนุกสนาน โปรแกรมนี้เราต้องไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือทากามาทสึซึ่งจะมุ่งหน้าไปยังเกาะโชโดะชิมะภายในเวลา 1 ชั่วโมง

 

เกาะโชโดะชิมะมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของการเป็นแหล่งเพาะปลูกมะกอกหลักของประเทศ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของมะกอกที่มีในประเทศญี่ปุ่นก็มาจากเกาะโชโดะชิมะนี่เอง ทั้งยังเป็นพื้นที่ถ่ายทำภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์มากมาย และที่โดดเด่นมากก็คือผลิตภัณฑ์จากมะกอกที่ถูกนำไปแปรรูปเป็นน้ำมันมะกอกและเครื่องสำอางถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม
และชาวญี่ปุ่นเองก็ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์จากมะกอกมาเมื่อกว่า 15 ปี
ที่ผ่านมา

 

Olive Park

 

 

บนเกาะโชโดะชิมะให้บรรยากาศเหมือนเป็นอีกเมืองหนึ่งแยกออกมา มีสถานที่ที่น่าสนใจเยอะแยะ และก็มีสภาพความเป็นธรรมชาติที่สวยงามทางฝั่งทะเล เราเดินเล่นในสวนมะกอก และกินข้าวเที่ยงกันในร้าน “ซันโอลีฟ” ก่อนจะเดินเล่นชม “สวนมะกอก” (Olive Park) ที่นอกจากจะมากมายไปด้วยต้นมะกอกแล้ว ยังมี “สวนสมุนไพร” (Herb Garden) ที่รวมพืชสมุนไพรไว้มากถึง 120 สายพันธุ์ และดอกไม้อีกกว่า 120 ชนิด

 

สิ่งหนึ่งที่รู้สึกได้เมื่อสัมผัสกับสวนมะกอกแห่งนี้ก็คือบรรยากาศที่ถูกสร้างขึ้นให้กลายเป็นดินแดนกรีก ทั้งตัวอาคารและบรรยากาศทั่วพื้นที่ มีโบสถ์คริสต์ กังหันลม มีอาคารจัดแสดงความเป็นมานับแต่วันแรกที่มะกอกถูกนำเข้ามาในแผ่นดินญี่ปุ่น มีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากมะกอกหลายชนิด ที่ห้ามพลาดก็คือซอฟต์ครีมโอลีฟที่อร่อยและเราเพิ่งได้ลองชิมที่นี่เป็นครั้งแรก

 

พิพิธภัณฑ์โชยุ มารุคิน และพิพิธภัณฑ์โซเม็ง

 

 

นอกจากสวนมะกอกแล้วเรายังได้ชม “พิพิธภัณฑ์โชยุ” ภายในจัดแสดงอุปกรณ์และเครื่องไม้เครื่องมือในการหมักบ่มถั่วเหลืองจนได้เป็นโชยุคุณภาพดีหลากหลายสูตร บางสูตรผลิตเฉพาะที่เกาะโชโดะชิมะเท่านั้น รสชาติดีและมีกลิ่นหอม รู้ได้เลยว่ามีความพิถีพิถันในการผลิตมาก และก็ยังมีโชยุบรรจุขวดให้เราได้เลือกซื้อในร้านจำหน่ายของฝากด้วย แถมราคาไม่แพงเลย อีกทั้งในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์โชยุยังมีโรงงานผลิตโชยุเก่าแก่ที่ยังคงเปิดดำเนินการอยู่จนถึงวันนี้

ส่วนโปรแกรมถัดมาซึ่งเป็นการชม “พิพิธภัณฑ์โซเม็ง” อาหารเส้นอีกประเภทหนึ่งของชาวญี่ปุ่นที่มีเส้นเล็กและนุ่มน่ากิน แป้งที่นวดและยืดออกด้วยเครื่องจนยาวและบางกลายเป็นเส้นโซเม็งเหนียวนุ่มถูกนำไปลวกจนสุกแล้วแช่ลงในน้ำเย็น กินพร้อมโชยุหอมๆ จะเข้ากันที่สุด ตบท้ายด้วยการชิมซอฟต์ครีมลูกพลัมของอร่อยขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของเกาะโชโดะชิมะใกล้กับ “Contemporary Art Museum” จากมุมร้านที่ด้านหนึ่งติดริมฝั่งทะเลเราก็จะได้ชมวิวผ่านท่าเรือเล็กๆ ไปด้วย กินอะไรก็ยิ่งอร่อยขึ้นอีกหลายเท่า

 

Angel road

 

 

เรามีโปรแกรมชมทะเลแหวกในแบบญี่ปุ่นบนเกาะโชโดะชิมะกันด้วย เรียกกันว่า “แองเจิลโรด” (Angel road) ทางเดินของนางฟ้าแห่งนี้คือจุดที่จะมีน้ำทะเลลดลงตามปรากฏการณ์ธรรมชาติจนเห็นผืนทรายที่เคยอยู่ใต้ทะเลโผล่ขึ้นมาเชื่อมทั้งสามเกาะไว้ด้วยกันเป็นเส้นทางยาว โดยในแต่ละวันน้ำทะเลจะปรับลดระดับเช่นนี้ 2 ครั้งด้วยกัน

 

ด้านหนึ่งของการชมแองเจิลโรดจะมีแผ่นไม้และเปลือกหอยหลายชิ้นถูกเขียนข้อความจารึกไว้แล้วแขวนไว้ใต้ต้นไม้นัยว่าเป็นป้ายชื่อคู่รักที่จูงมือกันมาเขียนคำอวยพรให้ความรักของตัวเองยั่งยืนเป็นนิรันดร์ ใกล้ๆ กันมีบันไดไต่ขึ้นภูเขาไปสั่นระฆังนำโชคพร้อมชมวิวทะเลไปด้วยในตัว และหลังจากสนุกกันมาทั้งวันเราก็มาอร่อยกับอาหารเย็นที่ “Righga Dining & Bar Uikou” และก็นอนพักกันที่นี่เลย อาหารอร่อยห้องพักก็แสนสบาย ถือเป็นอีกความเพียบพร้อมหนึ่งในคางาวะที่เราอยากนำเสนอ

 

นาขั้นบันได

 

 

โปรแกรมของวันถัดไปเรารีบตื่นกันแต่เช้าเพื่อไปชม “นาขั้นบันได” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่แม้จะอาศัยอยู่ตามเชิงเขาก็ยังปรับพื้นที่สำหรับทำการเกษตรได้ ในคางาวะมีพื้นที่นาขั้นบันไดอยู่ค่อนข้างมาก จุดที่เราไปถือเป็นย่านหมู่บ้านชาวนาเก่าแก่ที่มีการปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมเครื่องมือเครื่องใช้และระบบน้ำให้ทันสมัยขึ้น หากมาเที่ยวแถบนี้ในช่วงที่ข้าวแตกใบราวเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมก็จะละลานตาไปด้วยทุ่งข้าวเขียวชอุ่ม แต่ถ้าเป็นเดือนพฤษภาคมจนถึงกันยายนภาพจะเปลี่ยนไปเป็นทุ่งสีทองทั่วพื้นที่เพราะเป็นช่วงที่ข้าวออกรวงแล้วซึ่งสวยงามน่าชมมาก

ความน่าชมน่ามองของนาขั้นบันไดแห่งนี้ติดอันดับ 1 ใน 100 ผืนนาที่สวยงามที่สุดของญี่ปุ่น และก็มีแหล่งน้ำบริสุทธิ์สำหรับการนำเข้าท้องนาเพื่อปลูกข้าวเพราะพื้นที่แถบนี้ตั้งอยู่บนความสูง 120-250 เมตร รวมที่นาทั้งหมดที่มีอยู่ที่นี่ประมาณ 33 ผืน หากข้ามถนนมาอีกฝั่งหนึ่งเราจะได้พบกับร้านอาหารน่ารักอีกแห่งซึ่งสร้างเหมือนเป็นบ้านไม้หลังเล็กที่ตกแต่งร้านได้เก๋มากชื่อว่า “โคมาเมะ” ร้านนี้อาหารอร่อยและมีกาแฟพร้อมขนมไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมาแถบนี้ทุกวัน

 

Kankakei Gorge

 

 

ทีนี้ก็เป็นโปรแกรมขึ้นที่สูง 612 เมตรเพื่อไปชมความสวยงามของธรรมชาติในแถบ “หุบเขาคังคะเค” (Kankakei Gorge) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทะเลในเซโตะ ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ของจุดชมวิวบนยอดเขาที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น และตัวช่วยที่จะพาเราขึ้นไปสู่
จุดชมวิวบนยอดเขาก็คือเคเบิ้ลคาร์ที่จุนักท่องเที่ยวขึ้นลงได้ครั้งละ 40 คน ระหว่างทางจะผ่านหุบเขาตลอดแนว ทัศนียภาพระหว่างทางที่เคเบิ้ลคาร์ผ่านนี้จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

จุดบนสุดของยอดเขามีจุดชมวิวที่เราจะได้ชมหมู่เกาะต่างๆ ทะเลในเซโตะ มองเห็นย่านเมืองริมชายฝั่งทะเลที่เกาะกลุ่มกันเป็นเมืองขนาดใหญ่ ถัดมาอีกมุมหนึ่งจะมีเกมให้เล่นสนุกกันคือจากระเบียงจุดชมวิวห่างไปราว 10 เมตรจะมีห่วงเหล็กตั้งอยู่ เหล่าผู้นึกสนุกทั้งหลายก็จะซื้อแผ่นดินเหนียวแห้งที่ตัดออกมาเป็นแผ่นบางๆ ในราคา 5 แผ่น 200 เยนแล้วนำไปขว้างด้วยเทคนิคส่วนตัวของใครของมันให้ลอยไปลอดผ่านห่วงเหล็กชิ้นนี้ ซึ่งก็ต้องต่อสู้กับทั้งระยะทางและแรงลมที่พัดพามาอยู่ตลอดเวลา

 

สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Nijyushinohitomi

 

ลงจากหุบเขาคังคะเคเพียงไม่นานเราก็เข้าไปชมสถานที่ที่เคยใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังของญี่ปุ่น “Nijyushinohitomi” หรือที่เรียกชื่อในภาษาไทยว่า “24 ดวงตา” ภาพยนตร์ที่ชวนให้ซาบซึ้งไปกับคุณค่าของความเป็นครูที่เลือกเดินทางมาใช้ชีวิตในพื้นที่ชนบทเพื่อสอนหนังสือให้กับเด็กๆ 12 คน

การเที่ยวชมสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้เราจึงได้สัมผัสกับบรรยากาศของโรงเรียนที่เป็นเพียงอาคารหลังเล็กแต่แบ่งออกเป็นห้องเรียนที่มีอุปกรณ์การเรียนการสอนพร้อมเสมือนยังมีนักเรียนเข้ามาเรียนกันจริงๆ ทุกวัน ส่วนด้านนอกก็จะมีอาคารไม้หลายหลังที่ดัดแปลงเป็นร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ รวมทั้งสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ และเรายังประทับใจกับอาหารเที่ยงซึ่งเป็นอาหารชุดที่เสิร์ฟมาในห่อผ้าจัดเป็นเบนโตะ
อาหารมีหลากหลาย อร่อยและเยอะเกินอิ่ม เป็นรูปแบบแปลกตาไปจากที่เคยได้สัมผัสมาก่อน

 

Folk House Open-air Museum and Gallery, Shikoku-Mura

 

 

เราเที่ยวกันบนเกาะโชโดะชิมะอยู่นานก็ได้เวลากลับ เรือออกจากท่าเรือโทโนโชะ (Tonosho Port) ไปเทียบท่าที่ท่าเรือทากามาทสึเช่นเคย และก็ได้พบว่าในคางาวะยังมีอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจอีกเหมือนกัน นั่นคือ “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน (Folk House Open-
air Museum and Gallery, Shikoku-Mura) นี่คือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ให้ความรู้ถึงที่มาของทุกสิ่งทุกอย่างบนเกาะชิโกกุ ด้วยการออกแบบให้พิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องตามระยะทางเดินที่จะไปพบกับ 22 สถานที่ซึ่งหลากหลายไม่ซ้ำกัน ได้แก่ โรงคาบูกิ โรงผลิตน้ำตาล โรงผลิตโชยุ บ้านของบุคคลสำคัญหลายท่าน ร้านอุด้ง อาคารทรงตะวันตก มีลานน้ำตกสวยๆ ให้ชม ซึ่งได้ความรู้มาก และเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่มีสาระทางประวัติศาสตร์มากมายที่สุด

 

หมึกอิตาโกะ และอังโมจิ โซวนิ

 

 

พ้นผ่านออกมาจากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เราไปอุ่นเครื่องก่อนกินอาหารเย็นอย่างเป็นทางการด้วยการชิม “หมึกอิตาโกะ” และ “อังโมจิ โซวนิ” หมึกอิตาโกะที่ว่านี้เป็นหมึกตัวเล็กๆ ต้มจนนุ่มเข้าถึงเครื่องปรุงแล้วเสียบไม้เสิร์ฟ ส่วนอังโมจิ โซวนิก็เป็นโมจิอีกแนวหนึ่งที่เราเพิ่งเคยได้ชิม เพราะเป็นแป้งโมจิที่เสิร์ฟมาในน้ำซุปเข้มข้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างของคาวและของหวานอย่างลงตัวและแปลกตาแปลกลิ้นดีเหมือนกันทั้ง 2 เมนู

 

Hotel Bokaiso

 

 

ในจำนวนหลากหลายโรงแรมของคางาวะมีโรงแรมโบไคโซ (Hotel Bokaiso) อีกแห่งที่ต้องถือว่าเหมาะแก่การพักผ่อน เพราะนอกจากห้องพักจะหรูหราและมีให้เลือกหลายรูปแบบตามอัธยาศัยของผู้เข้าพักแล้ว โรงแรมโบไคโซยังตั้งอยู่บนยอดเขาเล็กๆ ที่มีจุดชมวิวเมืองที่สวยงามมาก และก็เป็นมุมที่จะมองเห็นการขยายตัวของเมืองด้วยการถมทะเลของคางาวะได้ชัดเจนที่สุด หากเป็นช่วงพระอาทิตย์ตกดินมุมนี้จะยิ่งสวยงามและควรค่าแก่การบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึกอย่างที่สุด

 

เมื่อหมดโปรแกรมของวันเราไปกินมื้อเย็นกันที่ “ร้านอิกคาคุ ยาชิมะ” กับเมนูเด็ดที่ใครมาก็ต้องลอง นั่นคือ “ไก่ติดกระดูก” ที่อร่อยมากๆ ดูไปก็คล้ายไก่ย่างบ้านเรา เพียงแต่ไก่ติดกระดูกของคางาวะจะย่างแบบชุ่มน้ำชุ่มเนื้อ คลุกเครื่องเทศรสจัดจนเนื้อไก่สุกหอมอร่อย เมนูนี้มาถึงคางาวะแล้วห้ามพลาดเด็ดขาด จนเมื่ออิ่มท้องกันแล้วเราก็เข้าพักที่ “JR Hotel Clement Takamatsu” ซึ่งเป็นอีกโรงแรมที่เราอยากแนะนำให้คุณผู้อ่านได้รู้จักหากต้องเลือกโรงแรมที่พักในคางาวะสักแห่ง ในเรื่องความสะดวกสบายของห้องพักและเครื่องอำนวยความสะดวกรับรองได้ว่าที่นี่ไม่แพ้ใครแน่นอน

 

Ritsurin Garden

 

 

วันสุดท้ายของการท่องเที่ยวในคางาวะเราได้รับโอกาสดีๆ ให้ได้ไปชม “สวนริทสึริน” สวนญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เคยเป็นสมบัติของ “ไดเมียวอิโคมะ ทาคาโตริ” มาก่อน สร้างขึ้นเมื่อปี 1625 แต่กว่าจะเข้าที่เข้าทางเสร็จเรียบร้อยก็อีกร้อยกว่าปีถัดมา ทุกวันนี้สวนริทสึรินยังคงรูปแบบเดิมไว้ไม่มีเปลี่ยนแปลง และยังคงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองเช่นเดิมเสมอมา อายุเฉียด 400 ปีของสวนแห่งนี้จึงทำให้เราได้เห็นไม้ใหญ่มากมายหลายต้นจนกลายเป็นสวนที่ร่มรื่นมาก

 

ในพื้นที่ของสวนริทสึรินมีทะเลสาบอยู่ 6 แห่งกระจายอยู่ทั่วไป และก็เป็นจุดล่องเรือสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมอีกบรรยากาศของสวนด้วยการล่องลำน้ำภายในเวลาประมาณ 30 นาทีโดยผู้พายเรือนำเที่ยวจะคอยแนะนำให้เราได้รู้จักกับสถานที่ที่เรือล่องผ่าน พื้นที่ทั่วไปของสวนริทสึรินมากไปด้วยต้นสนกว่าพันต้น ห่างออกไปมองเห็นภูเขาใหญ่โอบล้อมสวนไว้ โดยเฉพาะภูเขาชิอุน (Mount  Shiun) ที่ตั้งเป็นฉากหลังของสวนก็ยิ่งทำให้สวนแห่งนี้สวยงามมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

 

Takamatsu Central Shopping Arcade

and you me town

 

 

จากสวนริทสึรินบรรยากาศก็ถูกเปลี่ยนอย่างกะทันหันด้วยการไปชอปปิ้งกันที่ “Takamatsu Central Shopping Arcade” ย่านชอปปิ้งชื่อดังของเมืองทากามาทสึ สินค้าทุกชนิดมีรวมไว้ที่นี่ โดยเฉพาะแบรนด์เนมชื่อดังมีอยู่มากมาย และก็หลายหลากด้วยสินค้าแนวอื่นๆ ที่เรามักไม่ค่อยพบในย่านชอปปิ้งทั่วไป นั่นคือสินค้าแนวดีไซน์เก๋ๆ ขายไอเดีย สินค้าจำพวกเครื่องเรือน เครื่องครัวและเครื่องไฟฟ้าก็มีอยู่มาก นี่ยังไม่รวมเสื้อผ้าและเครื่องกีฬาที่มีอยู่ไม่น้อยเลย หรือถ้าจะหาร้านอาหารดีๆ นั่งกินอะไรเพลินๆ ก็มีให้เลือกหลายแนว รวมทั้งร้านกาแฟร้านขนมต่างๆ ก็พบได้บนถนนสายนี้

 

แต่ถ้าสนใจสินค้าจำพวกข้าวของเครื่องใช้อาหารการกินในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ต้องไปช้อปใน “you me town” ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ประจำเมืองทากามาทสึที่นอกจากจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิดเต็มซูเปอร์มาเก็ตแล้ว ยังมีโซนเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และของใช้ทั่วไปสำหรับคนทุกวัย รวมทั้งยังมีร้านอาหารร้านขนมอีกด้วย จึงเหมาะมากสำหรับการทิ้งท้ายก่อนที่เราจะเดินทางกลับเมืองไทยกันในวันรุ่งขึ้น และเป็นการปิดทริปการท่องเที่ยวสำรวจเส้นทางในจังหวัดคางาวะอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ถือเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายที่สุดอีกแห่งของญี่ปุ่น ตลอดเวลา 7 วันของเราในคางาวะทำให้ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่านี่แหละคือ
เป้าหมายที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับคนไทยเวลานี้ คางาวะน่าเที่ยวจนทำให้เรารู้สึกว่าหากมีโอกาสครั้งใดจะต้องขอไปคางาวะอีกแน่นอน

แท็ก: Kagawa Japan

13 กรกฎาคม 2016

ผู้ชม 741 ครั้ง