ดูบทความหนาวสุดขั้วหัวใจ ที่ฮอกไกโด

หนาวสุดขั้วหัวใจ ที่ฮอกไกโด

หมวดหมู่: REVIEW /รีวิว

 

ใกล้ถึงฤดูร้อนของเราชาวไทยเลยได้จังหวะขอนำเอาประสบการณ์หนาวถึงขั้วหัวใจในฮอกไกโดเมื่อต้นปีมาฝากเผื่อจะช่วยดับร้อนให้เมษายนปีนี้ในบ้านเราไม่ระอุเหมือนอย่างเคย ทริปเดินทางช่วงมกราคมที่ผ่านมาฮอกไกโดหนาวเอาจริงเอาจัง อุณหภูมิเช้ามืดและตกค่ำชวนสั่นสะท้านต่ำสุดที่ลบ 5 ถึงลบ 10 กว่าองศาเซลเซียส ช่วงกลางวันยังปราณีคนเมืองร้อนอย่างพวกเราอากาศจึงอุ่นขึ้นมาอีกเล็กน้อยแต่ก็คล้ายว่าจะไม่ช่วยอะไรเพราะยังเย็นเฉียบอยู่ดี

แต่เที่ยวฮอกไกโดทั้งทีหนาวกว่านี้ก็ยอม!!!

 

ที่พูดอย่างนี้เพราะโปรแกรมประจำทริปฮอกไกโดครั้งนี้สุดยอดที่สุด ได้ชมธรรมชาติสวยงามที่สุด หากคุณผู้อ่านท่านใดเคยเที่ยวฮอกไกโดช่วงดอกไม้บานอากาศดีฟ้าใส หรือเคยท่องไปในทุ่งลาเวนเดอร์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มา...มาเจอฤดูหนาวกันหน่อย จะเที่ยวฮอกไกโดต้องจัดให้ครบทั้งสี่ฤดู โดยเฉพาะฤดูหนาวถือเป็นหนึ่งในเสน่ห์ของฮอกไกโดและทำให้ทริปของนักท่องเที่ยวทุกคนมีความหมายขึ้นมาอีกมาก

ทริปนี้จัดโปรแกรมโดย “องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวฮอกไกโด” เน้นพื้นที่ธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และก็แวะเข้าซัปโปโรชมบรรยากาศในเมืองกันอีกนิดหน่อย ต้นทางเราลงเครื่องบินกันที่สนามบินคุชิโระ (Kushiro Airport) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆ ชื่อเดียวกันนี้ เคยได้ยินมาว่าเมืองคุชิโระเป็นเมืองแห่งสายหมอก บ้างก็ว่าเป็นเมืองแห่งชนเผ่าพื้นเมืองของฮอกไกโดนามว่า “ไอนุ” (Ainu) แต่เมื่อเดินทางถึงคุชิโระและได้พบกับโปรแกรมแรกกันแล้ว เราขอเพิ่มนิยามให้กับคุชิโระอีกอย่างหนึ่งว่า ที่นี่คือ “เมืองแห่งนกกระเรียน”

 

Japanese Crane Reserve

 

นกกระเรียนในประเทศอื่นอาจมีให้เราได้ชมวิถีชีวิตและความสวยงามของมันเป็นเฉพาะช่วงฤดูอพยพ 1 รอบต่อปี แต่สำหรับที่นี่ “ศูนย์อนุรักษ์นกกระเรียน” (Japanese Crane Reserve) ของเมืองคุชิโระจะมีนกกระเรียนอยู่ภายในพื้นที่อนุรักษ์ตลอดทั้งปี และก็ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 1958 นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 60 ปีแล้ว ศูนย์อนุรักษ์นกกระเรียนแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่อนุรักษ์ เพาะพันธุ์ และอนุบาลนกกระเรียนสายพันธุ์ตันโช (Tancho) ที่เคยถูกล่าจนเกือบสูญพันธ์ุไปแล้วในอดีตบนพื้นที่กว้างขวางและมีสภาพธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเริ่มต้นจากเดิมที่มีนกกระเรียนจากธรรมชาติในบริเวณนี้เพียงแค่ 5 ตัวเท่านั้น ปัจจุบันเมื่อถูกอนุรักษ์และขยายพันธุ์ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่า 120 ตัว

การชมนกกระเรียนของนักท่องเที่ยวคือการเดินเลียบกรงขนาดใหญ่ที่กั้นด้วยรั้วรอบด้านสูง เพียงแต่เปิดด้านบนไว้ให้ดูโล่ง รั้วตาข่ายเหล็กจะมีช่องสำหรับส่องกล้องจับภาพนกได้ถนัด รวมทั้งในแต่ละกรงจะมีชื่อ อายุและเพศของนกบอกไว้ด้วย ช่วงฤดูหนาวเราได้ชมนกกระเรียนที่นี่ท่ามกลางหิมะขาวโพลนและอากาศหนาวเย็นมาก แต่ก็ตัดกับสีของขนนกที่แม้จะมีสีขาวเป็นส่วนใหญ่แต่ส่วนลำคอ ปลายหางและเท้าจะมีสีดำ เจ้านกพวกนี้จะค่อนข้างดุพอประมาณและจะ
ขี้หงุดหงิดอยู่บ้างยามที่มีผู้คนมาเฝ้ามองมัน อาการโกรธจากการหวงพื้นที่จะทำให้เราเห็นส่วนหัวของนกเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ถ้าไม่มีรั้วตาข่ายเหล็กกั้นไว้คงมีนักท่องเที่ยวโดนไล่จิกตีกันเป็นแถว

 

Ainu Kotan

 

เราได้ไปเยือนพื้นที่ที่เคยเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานของชาวไอนุ ชนพื้นเมืองที่เคยอพยพเข้ามาอยู่ก่อนใครในฮอกไกโด และแน่นอนว่าพวกเขาอยู่มานานกว่าชาวญี่ปุ่นเองเสียอีก แต่อย่างไรแล้วรัฐบาลญี่ปุ่นก็ให้การรับรองว่าชาวไอนุเหล่านี้ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั่วญี่ปุ่นประมาณ 25,000 คน และมีอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้กว่าร้อยคนนั้นเป็นพลเมืองของญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้วในปี 2008

 

พื้นที่ในหมู่บ้านเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวไอนุจริงๆ แต่สำหรับอาคารร้านค้าที่เราเห็นนั้นส่วนใหญ่สร้างขึ้นมาใหม่โดยจำลองแบบบ้านเดิมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับบรรยากาศ และมีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นงานไม้แกะสลักรูปสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนกฮูก นกกระเรียนและวัวนมซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของจังหวัดฮอกไกโด อยากบอกว่าสินค้าที่ระลึกในหมู่บ้านนี้มีพลังอย่างมากในการดึงดูดเงินจากกระเป๋าของเรา เพราะงานดี งานสวยและไอเดียเจ๋งๆ ทั้งนั้น น่าซื้อไปหมด

เราเข้าไปภายในอาคารหลักของหมู่บ้านที่เป็นทั้งพื้นที่พิพิธภัณฑ์และจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้เข้าถึงความเป็นชาวไอนุจริงๆ จุดแรกเราได้ลงมือทำเครื่องดนตรีโบราณของชาวไอนุที่เรียกว่า “Mukkuri” โดนต้องลงมือไสไม้ชิ้นเล็กๆ ให้กลายเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถให้เสียงได้ ถือว่ายากพอควรสำหรับนักไสไม้มือใหม่อย่างเราแต่ผลที่ได้ออกมาก็น่าดูชมเพราะสามารถใช้งานได้จริงแม้ไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เท่าที่มืออาชีพประดิษฐ์ไว้ ส่วนอีกมุมหนึ่งจะเป็นเหมือนโรงละครเล็กที่เราได้เข้าชมการขับร้องเพลงแห่งชนเผ่าไอนุที่ทั้งร้อง ทั้งร่ายรำและใช้ Mukkuri ร่วมในการแสดงด้วยนานประมาณ 30 นาทีและก็มีผู้ให้ความสนใจเข้าชมต่อ 1 รอบไม่น้อยเลย

 

Lake Akan ทะเลสาบอะคัง

 

เช้าวันใหม่เราออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้ามืดเพื่อสวมชุดกันหนาวรัดกุมออกไปลุยกองหิมะเพื่อเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ขึ้นตรงเหลี่ยมภูเขาไฟ ใครเตรียมชุดมาไม่พร้อมโดยเฉพาะรองเท้าลุยหิมะสามารถเช่ายืมได้จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวในบริเวณนั้น และเราก็เพิ่งได้รู้ว่าในจุดที่เราแวะพักนี้เมื่อคืนนี้ตั้งอยู่ใกล้กับ “ทะเลสาบอะคัง” (Lake Akan) ทะเลสาบชื่อดังอีกแห่งของฮอกไกโด แต่การเดินทางมาเยี่ยมทะเลสาบอะคังครั้งนี้เราไม่มีโอกาสได้เห็นพื้นที่เขียวขจีและน้ำในทะเลสาบสีน้ำเงินเข้มอย่างที่ใครๆ เล่ากัน เพราะในยามฤดูหนาวน้ำในทะเลสาบที่มีไม่มากนักและมีระดับความลึกเพียงแค่ 44 เมตรจะแปรสภาพเป็นผืนน้ำแข็งขนาดมหึมาและกลบด้วยปุยหิมะจนกลายเป็นลานสีขาวกว้างไกลสุดลูกตา

 


มองเห็นภูเขาไฟหลายลูกรายล้อมอยู่รอบพื้นที่ หิมะที่ปกคลุมอยู่เหนือภูเขาไฟทำให้เราแทบจะลืมไปเลยว่าภายในภูเขาเหล่านั้นกำลังคุกรุ่นด้วยความร้อนจัดของแม็กมา (magma) ปริมาณมากมาย

แม้จะมีแต่หิมะขาวก็ใช่ว่าจะไม่สวย เส้นทางที่เราเดินเท้าไปตามรอยกรุยหิมะของไกด์ประจำพื้นที่นำเราไปถึงพื้นที่กลางทะเลสาบที่ยังคงบุด้วยพื้นน้ำแข็ง แต่มีอยู่จุดเดียวที่มีออนเซนร้อนๆ แฝงตัวอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวๆ กลิ่นกำมะถันคลุ้งขึ้นมาเพื่อยืนยันถึงความเป็นน้ำแร่ในนั้น แต่ก็แปลกที่แม้จะเป็นแอ่งน้ำอุ่นแต่บนผิวน้ำจะมีน้ำแข็งแผ่นบางๆ เคลือบไว้ มีละอองน้ำแข็งและหิมะโรยอยู่จนเหมือนเป็นดอกไม้ขนาดเล็กประดับอยู่บนแผ่นน้ำแข็งเลยทีเดียว

 

จุดที่เรายืนอยู่บนแผ่นน้ำแข็งกลางทะเลสาบอะคังแห่งนี้เมื่อฟ้าเริ่มสว่างก็กลายเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมาก ไม่เสียเที่ยวที่รีบตื่นนอนและฝ่าลมหนาวเย็นเข้ากระดูกมา
เฝ้ารอ ในช่วงฤดูร้อน ใบไม้ผลิและใบไม้ร่วงจะมีบริการเรือล่องทะเลสาบพานักท่องเที่ยวชมความงามของทะเลสาบอะคังเพื่อชมทัศนียภาพโดยรอบและอาจแวะชมศูนย์วิจัยสาหร่ายมาริโมะ
ซึ่งเป็นสาหร่ายสีเขียวที่เราจะพบได้ในทะเลสาบอะคังซึ่งมีน้ำใสมาก สาหร่ายมาริโมะนี้จะไม่ได้เป็นเส้นเป็นสายเหมือนสาหร่ายอื่นๆ ที่เราเคยเห็น แต่จะจับตัวกันเป็นก้อนกลมๆ คล้ายลูกบอลสีเขียว ว่ากันว่านอกจากทะเลสาบอะคังแล้วเราจะเจอเจ้าสาหร่ายลูกบอลที่ว่านี้ได้ในทะเลสาบอีกไม่กี่แห่งในโลก

 

ตกปลาผ่านแผ่นน้ำแข็งทะเลสาบอะคัง

 

กิจกรรมแก้หนาวของคนแถวนี้ก็คือการชวนกันไปตกปลาใต้แผ่นน้ำแข็งในจุดที่มีความลึกประมาณ 11-12 เมตร นักท่องเที่ยวที่นึกสนุกอยากทดสอบฝีมือตัวเองก็จ่ายเพียง 1,500 เยนแล้วรับคันเบ็ดเล็กๆ พร้อมติดเหยื่อและหิ้วเก้าอี้ผ้าใบไปเลือกหาเต็นท์เหมาะๆ ที่กางไว้เกือบร้อยหลังเพื่อกันความหนาวในระหว่างทำกิจกรรม เต็นท์แต่ละหลังจะจุได้ 3-10 คน จะนั่งตกปลากันระหว่างสองเราหรือร่วมสนุกกันระหว่างมวลมิตรนับสิบก็เลือกได้ตามใจ เป้าหมายของเราคือเจ้าปลาวากาซากิ (Wakasagi) ตัวเล็กๆ ส่วนใครจะได้ปลามากน้อยก็อยู่ที่ฝีมือและดวง บางคนหย่อนเบ็ดไปไม่นานก็ได้ปลาติดขึ้นมาให้ได้เฮกันแล้ว ในขณะที่บางคนนั่งอยู่นานไม่ได้ปลาสักตัวก็ต้องเฝ้ารอกันต่อไป

 

ก่อนเข้าไปนั่งตกปลาเราจะได้รับถุงพลาสติกเล็กๆ คนละใบเพื่อใส่ปลาที่ตกขึ้นมาได้ ใครได้ปลาน้อยหรือมีแต่ถุงว่างเปล่าไม่มีปลาก็จะได้อายกันคราวนี้แหละ และปลาที่ตกได้เราสามารถนำไปส่งให้กับครัวด้านหน้าลานตกปลาเพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดมาเป็นเทมปุระปลาวากาซากิร้อนๆ ใส่จานยกเสิร์ฟทันทีทันใด ชิมแล้วถึงกับเอ่ยปากออกมา 3 คำว่า “อร่อยที่สุด!!!”

 

Kuro ร้านเนื้อย่างคุโระ

 

เทมปุระปลาวากาซากินั่นแค่ออเดิร์ฟ ของจริงอยู่ที่นี่ “ร้านเนื้อย่างคุโระ” (Kuro) สุดยอดแห่งเนื้อย่างที่ยกเนื้อวัวดิบจานใหญ่มาวางตรงหน้าพร้อมให้เราคีบลงเตาย่างพลิกไปมาจนสุกแล้วแตะน้ำจิ้มก่อนส่งเข้าปากไปเคี้ยวกันนุ่มๆ ทั้งเนื้อหมักและเนื้อสดเรียงหน้ากันเข้ามาให้จัดกันแบบไม่ยั้ง ท่ามกลางอากาศหนาวภายนอกร้านนั้น ภายในร้านก็อุ่นกันหน้าเตาพร้อมปิ้งย่างกันอย่างสนุกสนานและอิ่มจนท้องแทบแตก ใครไปเที่ยวคุชิโระขอให้ได้ขอให้โดนร้านนี้สักมื้อ รับรองแจ๋วจริง

 

Lake  Ma shu

เราเคลื่อนขบวนกันต่อไปยังเมือง “อะบาชิริ” (Abashiri) หนึ่งในเมืองที่น่าสนใจอีกแห่งของฮอกไกโด และมาถึงเมืองนี้ก็เพื่อมาชมความงามของ “ทะเลสาบมาชู” (Lake Mashu) ทะเลสาบที่ได้ชื่อว่ามีน้ำใสที่สุดในญี่ปุ่น มีความลึกราว 137.5 เมตร และก็มีความสวยงามของน้ำในทะเลสาบผสมผสานกับวิวของทิวเขาที่ล้อมทะเลสาบไว้ การก่อกำเนิดทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อกว่า 3,000 ปีก่อนจนกลายเป็นแอ่งขนาดใหญ่ จากนั้นเมื่อน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่บนยอดเขาละลายก็ไหลรวมลงมาเป็นทะเลสาบแห่งนี้ เราได้มาชมในฤดูหนาวเพราะฉะนั้นน้ำสีน้ำเงินเข้มจึงตัดกับสีของเทือกเขาที่มีสีขาวของหิมะปกคลุมอยู่ แต่จริงๆ แล้วต้องถือว่าทะเลสาบมาชูสวยงามทุกฤดูและสวยงามตลอดกาล

ทะเลสาบมาชูมีอีกชื่อที่เรียกโดยชาวไอนุว่า “บ่อน้ำเทพเจ้า” หากมองไปยังกลางทะเลสาบเราจะมองเห็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่โดดเดี่ยว เราสามารถชมความสวยงามของทะเลสาบแห่งนี้ได้จาก 2 จุดชมวิวชั้นบนที่มีชั้นล่างเป็นจุดจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ประสบการณ์ที่ได้มาชมความสวยงามทางธรรมชาติของแหล่งน้ำแห่งนี้ทำให้ไม่มีข้อข้องใจใดๆ เลยว่าเหตุใดทะเลสาบมาชูจึงได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกแห่งฮอกไกโดไปในปี 2001

 

Ohotsuku Ryuhyo Museum

ในอะบาชิริอีกเช่นกันที่เราได้ไปชมสถานที่ดีๆ อย่าง “พิพิธภัณฑ์น้ำแข็งขั้วโลกทะเลโอค็อตสก์” (Ohotsuku Ryuhyo Museum) ทุกเรื่องราวที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลและสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่มีความหนาวเย็นถึงขั้นอุณหภูมิติดลบ ภายในจัดเป็นนิทรรศการถาวรให้ข้อมูลเรื่องของทะเลโอค็อตสก์ฟากขั้วโลกเหนือ ซึ่งอยู่ทางใต้ของเกาะฮอกไกโดและก็เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก มีวีดีทัศน์เล่าถึงเรื่องในพื้นที่เหล่านี้ด้วย ส่วนชั้นบนสุดของตัวอาคารจะเป็นจุดชมวิวที่เห็นไกลไปถึงทะเลสาบอะบาชิริและทะเลโอค็อตสก์

 

มีตู้จัดแสดงสัตว์น้ำหลายชนิดแต่ไม่ว่าตู้ไหนก็สู้นางเอกคนสำคัญของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้ นั่นคือ “นางฟ้าทะเล” (Sea angel) หรือที่เรียกกันคุ้นกว่าว่า “คลิโอเนะ” (Clione) สาวสวยแห่งท้องทะเลโอค็อตสก์และในทะเลแถบขั้วโลกเหนืออีกหลายจุดที่มีระดับน้ำลึกประมาณ 500 เมตร นางฟ้าทะเลเหล่านี้จะโบกโบยบินไปมาในน้ำมองดูสวยงามและชวนเพลิดเพลินสมกับฉายานางฟ้าที่ได้รับมาทั้งที่จริงๆ แล้วคลิโอเนะเหล่านี้คือสัตว์จำพวกหอยที่มีลำตัวใส แต่หากได้ยืนชมคลิโอเนะเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในน้ำผ่านกระจกคุณผู้อ่านจะรู้สึกเหมือนเราว่าสาวสวยแห่งทะเลขั้วโลกเหนือชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่สุด

 

และห้ามลืมเข้าไปสัมผัสกับบรรยากาศความหนาวเย็นในระดับลบ 15 องศาเซลเซียสภายในห้องจำลองที่ทำให้ได้รู้ว่าเวลาที่พบกับอากาศหนาวขนาดนี้มนุษย์จะรู้สึกอย่างไร มีสัตว์สต๊าฟอย่างหมีขาวและแมวน้ำนั่งอยู่บนก้อนน้ำแข็งใหญ่ให้ความรู้สึกเหมือนบรรยากาศจริงในธรรมชาติมาก เที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในฤดูอื่นก็อาจจะตื่นเต้นกับอุณหภูมิระดับติดลบอยู่บ้าง แต่ถ้ามาเที่ยวในฤดูหนาวอากาศด้านนอกก็ติดลบประมาณเดียวกัน ที่เป็นสีสันให้รู้สึกสนุกเฮฮาอยู่ไม่น้อยก็ถือการได้รับแจกผ้าขนหนูเปียกน้ำหมาดๆ คนละผืนเพื่อให้นำมาแกว่งไปมา ความเย็นในระดับนี้จะทำให้ผ้าขนหนูแข็งเป็นแท่งเลยทีเดียว ส่วนใครก็ตามที่กลัวจะทนหนาวไม่ไหวบอกเลยว่าไม่ต้องห่วงเพราะก่อนเข้าห้องนี้เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์จะมีเสื้อคลุมสวมกันหนาวให้ด้วย

 

Tofutsu-ko Waterfowl and Wetland Center

 

เช้าอีกวันเราเที่ยวกันต่อท่ามกลางอากาศหนาวเย็นเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน โปรแกรมเช้านี้อยู่ที่ “ศูนย์แสดงสายพันธุ์นกเป็ดน้ำแห่งโทฟุสึและศูนย์พื้นที่ชุ่มน้ำ” (Tofutsu-ko Waterfowl and Wetland Center) ซึ่งผู้คนแถบนี้มักเรียกว่า “ทะเลสาบหงส์” เพราะจะมีหงส์หลายคู่ว่ายน้ำไปมาอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นทะเลสาบที่ตั้งอยู่ใกล้ถนน และมีอาคารพิพิธภัณฑ์คั่นกลาง นักท่องเที่ยวที่เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะได้รู้จักทะเลสาบโทฟุสึมากขึ้นทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งน้ำสำคัญของเมืองและเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดกว้างใหญ่ ทั้งยังเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์อีกมากมายทั้งหงส์ นกเป็ดน้ำ สุนัขจิ้งจอกและสัตว์น้ำต่างๆ มีการสต๊าฟสัตว์เหล่านี้และเก็บไว้ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาด้วย

 

ในส่วนข้อมูลความรู้ต่างๆ จะมีบอร์ดนิทรรศการถาวรให้ผู้สนใจได้อ่าน ใครที่ชื่นชอบการส่องนกและสนใจเรียนรู้ชนิดของนกต่างๆ ที่นี่คือสวรรค์เลยเพราะเป็นถิ่นอาศัยของนกมากมายหลายชนิด เราสามารถส่องกล้องชมนกที่เกาะอยู่บนต้นไม้โดยรอบ รวมทั้งกลุ่มนกเป็ดน้ำที่อาศัยอยู่ตามริมทะเลสาบ และอาจส่องพบนกอินทรีที่เกาะเท่ๆ บนยอดไม้ได้ ยิ่งกว่านั้นยังมีเทคโนโลยีฟังเสียงนกชนิดต่างๆ จากหนังสือที่มีเครื่องมือรูดแถบเสียงบนหน้ากระดาษที่มีรูปนกชนิดนั้นๆ เพื่อให้เราได้รู้ว่าชนิดของนกที่เห็นจากในรูปนั้นมีเสียงร้องอย่างไร

 

Edohachi เอโดะฮาชิ

 

มาเที่ยวฮอกไกโดเรากินเนื้อย่างกันเป็นว่าเล่น คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นสุกียากี้กันบ้าง เรามาชิมสุกียากี้ เนื้อวัวเป็นมื้อกลางวันกันที่ “เอโดะฮาชิ” (Edohachi) ซึ่งเสิร์ฟเนื้อวัวแล่บางๆ ให้เราได้จัดวางลงในหม้อ เติมซอสสูตรพิเศษของทางร้านพร้อมน้ำซุป รอจนเนื้อสุกกำลังดีเราก็คีบเนื้อขึ้นมาจุ่มในไข่ไก่ดิบแล้วส่งเข้าปาก นุ่มอร่อยจนแทบไม่ต้องเคี้ยว สำหรับคนไทยแล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้นนักกับการที่ต้องกินไข่ดิบ เราขอให้เปลี่ยนความคิดเดี๋ยวนี้เพราะหลังจากได้ชิมแล้วกลิ่นคาวไม่มีสักนิด และไข่ไก่ที่ผลิตจากฟาร์มในญี่ปุ่นจะมีไว้สำหรับกินดิบอยู่แล้ว ดังนั้นจึงหายห่วงในเรื่องคุณภาพความสะอาดและปราศจากการปนเปื้อนแน่นอน นอกจากเนื้อนุ่มๆ ที่ว่าแล้วยังมีชุดผักอีกจานใหญ่ มีข้าวปั้นและข้าวสวยแบบเติมได้ไม่อั้นอีกด้วย

 

GensAi Farm เคนไซฟาร์ม

 

ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่อีกครั้งกับการชวนกันมาขี่ม้าย่ำหิมะฤดูหนาวกันที่ “เคนไซฟาร์ม” (Gensai Farm) ฟาร์มม้าชื่อดังที่มีม้าแสนรู้แสนเชื่องไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการเดินเที่ยวหรือนั่งรถเที่ยวมาเป็นการให้ม้านำเที่ยวไปในแนวป่าน้อยๆ ที่กำลังปกคลุมด้วยหิมะ ราคาค่าบริการ 5,000 เยนต่อ 1 ชั่วโมงแต่คุ้มเกินคุ้ม ขี่ม้าเกาะกลุ่มกันไปเป็นกองคาราวานสนุกดีแท้ๆ ผ่านแนวป่าที่อาจจะมีสุนัขจิ้งจอกและกระต่ายป่าออกมาทักทายเราตลอดทาง นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนขึ้นหลังม้าได้เพื่อให้สนุกกันได้เต็มที่โดยไม่ต้องห่วงเลอะ ธรรมชาติในตลอดเส้นทางจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล มาเจอฤดูหนาวอย่างพวกเราก็ขี่ม้าฝ่าปรอยหิมะกันอย่างได้บรรยากาศที่สุด เป็นอีกโปรแกรมหนึ่งที่เชื่อว่าคุณผู้อ่านที่ได้มาลองจะต้องชื่นชอบและประทับใจเหมือนพวกเราแน่นอน

 

Cha Cha World ชาชาเวิลด์

 

ชมพิพิธภัณฑ์มาก็หลายแห่ง ลองมาชมที่นี่กันดูบ้าง “ชาชาเวิลด์” (Cha Cha World) สำหรับใครที่ชอบชมงานแกะสลักไม้สวยๆ หรือเป็นนักสะสมงานเหล่านี้ไว้เป็นคอลเลกชั่นขอให้จัดโปรแกรมมาที่นี่ไวๆ เลย ชาชาเวิลด์คือพิพิธภัณฑ์เก็บรักษางานแกะสลักไม้แห่งเมืองมอนเบสึ (Monbetsu) ที่ยิ่งใหญ่มาก ส่วนใหญ่งานไม้ที่ว่านี้จะเป็นทั้งตุ๊กตาและของเล่นที่ออกแบบลงสีเน้นดีไซน์เก๋ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งยังมีที่มาจากเมืองไทยด้วยแต่เราเองยังแอบคิดว่าอาจจะเป็นการซื้อในเมืองไทยแต่เป็นหุ่นไม้จากเมียนมาร์มากกว่า

จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือการที่ในอดีตชาวเมืองชักชวนกันนำงานไม้แกะสลักของตัวเองที่ต่างก็เก็บสะสมไว้มาแบ่งกันเชยชม ในระยะต่อมาจึงเกิดแรงบันดาลใจว่าไหนๆ ก็ชื่นชอบงานแบบเดียวกันแล้วก็ชวนกันมาสร้างพิพิธภัณฑ์เสียเลย จึงได้กลายเป็นแหล่งรวมงานไม้ที่มีคุณค่ามาจนถึงทุกวันนี้ ไฮไลท์ของงานไม้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือตุ๊กตาไม้ตัวใหญ่ 2 คู่ที่ถูกส่งตรงมาจากเยอรมนี ส่วนชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดและยังถูกเก็บรักษาไว้ที่นี่ก็คือตุ๊กตาไม้รูปนักกีฬาซูโม่ที่มีอายุมากกว่า 180 ปีแต่ยังมีสภาพใหม่และใช้งานได้ และมีมุมจำหน่ายสินค้าแนวนี้ให้ช้อปกลับไปชื่นชมที่บ้านอีกเยอะแยะมากมาย

 

Aurora ล่องเรือออโรร่า

 

นั่งรถก็แล้ว ขี่ม้าก็แล้ว คราวนี้ได้เวลาล่องทะเลด้วยเรือตัดน้ำแข็ง “ออโรร่า” (Aurora) เพื่อชมความงามและรับลมธรรมชาติระหว่างที่เรือแล่นไปในทะเลโอค็อตสก์ที่แม้ช่วงเวลาเดินทางของเราจะหนาวเย็นจับใจก็ตามแต่ก็ยังน่าชม หากไม่ขึ้นชมวิวบนดาดฟ้าก็สามารถเลือกนั่งชมวิวทะเลผ่านกระจกใสได้ จริงๆ แล้วไฮไลท์ของการล่องออโรร่าในช่วงฤดูหนาวก็คือการที่เรือจะแล่นผ่านแผ่นน้ำแข็งหนาในจับตัวกันอยู่บนผิวน้ำ เรือจะตัดผ่านแผ่นน้ำแข็งเหล่านี้แล้วมุ่งหน้าสู่ทะเลกว้างใหญ่ บนเรือจะมีมุมจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่ด้านหน้าสุดของเรือออกแบบทิศทางเก้าอี้ให้มองเห็นทิวทัศน์จากด้านหัวเรือชัดเจน หากต้องการจับจองที่นั่งมุมนี้ต้องเสียบริการเพิ่มอีก 400 เยนจากราคาเดิม 3,000 กว่าเยนในระยะเวลาไปกลับประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และยังมีโอกาสได้เห็นก้อนน้ำแข็งใหญ่น้อยที่หลุดลอยมาจากฝั่งรัสเซียด้วย ส่วนจะเห็นได้มากน้อยก็ต้องแล้วแต่อากาศในแต่ละวัน

 

Takino Suzuran Hillside Park

 

เที่ยวฮอกไกโดครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางมาเพื่อร่วมกิจกรรมสนุกทั้งนั้น ท้ายสุดก่อนปิดโปรแกรมเราไปสนุกกันอีกครั้งที่ “Takino Suzuran Hillside Park” สวนกว้างใหญ่ที่ในฤดูหนาวอาจไม่ได้เห็นภาพที่เหมือนสวนเท่าไร แต่นี่คือลานสกีชั้นยอดสำหรับทั้งมือใหม่และมือโปรซึ่งได้รับความนิยมจากชาวเมืองมาก แต่ถ้าสกียากเกินไปสำหรับมือใหม่ก็สามารถเลือกนั่งห่วงยางให้สลิงลากขึ้นไปบนเนินสูงแล้วปล่อยให้ทิ้งตัวลงมาอย่างตื่นเต้นหวาดเสียวตามระยะทาง 20 เมตร งานนี้ไม่ต้องเป็นยอดฝีมือก็สามารถสนุกได้ ไม่มีล้มไม่มีคว่ำ มีแต่ความสนุกที่เด็กๆ ก็สามารถเล่นได้ และทั่วทั้งสวนเราก็จะเห็นเด็กๆ ที่มาพร้อมผู้ปกครองเล่นสนุกกันเต็มไปหมด

ต้องไม่ลืมว่าการเดินทางมาในช่วงปลายปีถึงต้นปีถัดไปอากาศจะหนาวเย็นมาก ฉะนั้นเตรียมตัวให้พร้อม หรือหากไม่มีอุปกรณ์จริงๆ ก็สามารถเช่ายืมเครื่องแต่งกายกันหนาวของที่นี่ได้ ทั้งเสื้อผ้าและอุปกรณ์เล่นสกีมีครบ

 

Mt. Moiwa ยอดเขาโมอิวะ

 

ถัดจากการทำกิจกรรมในฤดูหนาวแล้วเรานั่งรถบัสเข้าซัปโปโร เมืองหลวงของฮอกไกโด ก่อนจะถึงเป้าหมายใกล้ๆ กันนั้นเราแวะชมความงามในมุมสูงของซัปโปโรยามค่ำคืนบน “ยอดเขาโมอิวะ” (Mt. Moiwa) ซึ่งมีระดับความสูง 531 เมตรโดยการนั่ง Ropeway ก่อนจะมาต่อด้วยรถบัสเล็กอีกทอดหนึ่ง หากเป็นฤดูหนาวหิมะตกรถบัสก็จะกลายเป็นรถตีนตะขาบชวนตื่นเต้นก่อนขึ้นสู่ยอดเขาซึ่งเป็นลานกว้างที่สามารถชมภาพพาโนรามาของเมืองซัปโปโรได้แบบเต็มตา สวยงามที่สุด

 

บนยอดเขามีร้านอาหารดีๆ ที่มีอาหารอร่อยและได้ชมวิวสวยๆ ไปด้วย เราแวะฝากท้องมื้อสุดท้ายก่อนเข้าสู่ซัปโปโรที่ร้าน Jewerls ที่มีมุมดินเนอร์หวานๆ ทั้งสำหรับคู่รักและครอบครัวได้กินอาหารอร่อย ได้ชมวิวสวยๆ คลอเคล้าด้วยเสียงเพลงเพราะๆ ตลอดมื้อ ใครมาพร้อมคู่รักแนะนำให้ขึ้นไปบนจุดชมวิวแล้วจูงมือกันไปสั่นระฆังแห่งรักเสียก่อน ดินเนอร์จะยิ่งอร่อยและหวานฉ่ำขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ก่อนเดินทางกลับเมืองไทยเราแวะเดินเล่นช่วงค่ำชมบรรยากาศย่านใจกลางเมืองซัปโปโรแถวหอนาฬิกาและย่านช้อปปิ้งท่ามกลางปรอยหิมะที่ยังคงร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็จะกลายเป็นประสบการณ์ดีๆ ของการเที่ยวฮอกไกโกในฤดูหนาวที่น่าจดจำที่สุดในชีวิตอีกครั้ง

 


25 กรกฎาคม 2016

ผู้ชม 2629 ครั้ง