ท่องคันไซ เที่ยวไปในนาระและเกียวโต

หมวดหมู่: REVIEW /รีวิว

 

แม้การเที่ยวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกของคนไทยในยุคก่อนๆ มักเริ่มต้นกันในแถบคันโตหรือโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียง แต่เดี๋ยวนี้คนไทยจำนวนมากเลือกเป้าหมายแรกเป็นคันไซกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโอซาก้า เกียวโตหรือนาระเดี๋ยวนี้ไปมุมไหนก็เจอคนไทยเยอะแยะไปหมด เราเชื่อว่าความมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและความมีเสน่ห์ของคันไซจะยังสามารถดึงดูดคนไทยได้อีกมากเพราะไม่ว่าจะเที่ยวไปในเมืองใหญ่หรือเลาะไปในเมืองย่อยอื่นๆ ก็สุดยอดไปเสียหมด

ทีมงาน Checktour Magazine เองก็เคยสำรวจเส้นทางในคันไซอยู่หลายครั้ง แต่สำหรับครั้งล่าสุดนี้ภายใต้การเชิญชวนของ
“The Foundation for Kansai Region Promotion” ทำให้ได้เห็นอีกมุมมองที่แปลกไปคือเรามีโอกาสได้ปั่นจักรยานเที่ยวเกียวโตกันอยู่พักใหญ่ ได้แวะไปเที่ยวเมืองเล็กๆ ในเกียวโตอย่าง “อูจิ” (Uji) ซึ่งเป็นที่ตั้งของมรดกโลก และก็ไปอัพเดทสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนไทยอีกหลายแห่งทั้งในนาระและเกียวโตที่แสนจะคุ้นเคย ยินดีให้คุณผู้อ่านก๊อปปี้โปรแกรมจากทริปนี้ได้เลยทันทีเพราะสนุกและได้บรรยากาศการชมธรรมชาติสวยๆ แบบครบถ้วน

 

Kasuga Taisha Shrine

ศาลเจ้าคาสุกะ ไทชะ

 

 

เราเริ่มต้นทริปกันที่สนามบินคันไซโดยที่ก่อนจะออกเที่ยวก็ขอนำชมจุดประชาสัมพันธ์ข้อมูลการท่องเที่ยวทั่วคันไซรวมถึงภูมิภาคอื่นๆ ที่เคาน์เตอร์ “Kansai Tourist Information Center” บริเวณชั้น 1 ของอาคารสนามบิน จุดนี้จะมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเรื่องรถรา ซื้อบัตรโดยสาร ขอรายละเอียดทัวร์นำเที่ยวและแนะนำโรงแรมที่พักทั้งหลาย อยากรู้อะไรติดต่อสอบถามขอคำชี้แนะจากเจ้าหน้าที่ได้ตั้งแต่เวลา 7.00-20.30 น.

 

ทริปนี้เราออกเดินทางจากสนามบินคันไซด้วยรถไฟสาย Haruka ไปยังเมืองนาระ โดยรถไฟจะไปเปลี่ยนขบวนที่สถานีเทนโนจิ (Tennoji Station) จนสุดท้ายไปลงที่สถานีนาระ (Nara Station) รวมเวลาทั้งหมดประมาณชั่วโมงกว่า และจากสถานีนาระเรานั่งรถบัสต่อไปอีกนิดก็ถึง “ศาลเจ้าคาสุกะ ไทชะ” (Kasuga Taisha Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่มีความสำคัญกับเมืองนาระมาก เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วยังเป็นสถานที่เก็บรักษาโบราณวัตถุหลายชิ้นที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของศาลเจ้าด้วย

 

เข้ามาถึงศาลเจ้าคาสุกะ ไทชะเราจะมองเห็นอาคารหลังใหญ่ฉาบสีแดงสดดูสวยงาม แต่ตามธรรมเนียมของศาลเจ้าแห่งนี้คืออาคารหลักที่เห็นสวยๆ แบบนี้ในทุก 20 ปีจะถูกรื้อออกเพื่อสร้างหลังใหม่เพื่อให้คนรุ่นหลังไม่ลืมวิธีการก่อสร้างแบบเก่าๆ ของบรรพบุรุษรวมถึงเป็นการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมโบราณไว้ด้วย ที่เด่นชัดอีกอย่างหนึ่งที่เราเห็นได้ในศาลเจ้าแห่งนี้ก็คือมีโคมไฟอยู่มากมายทั้งที่สร้างจากหินและไม้วางบ้างแขวนบ้างเรียงรายเป็นแนวยาวอยู่ทั่วศาลเจ้า และที่กลายเป็นสีสันของศาลเจ้าแห่งนี้อีกอย่างก็คือนับตั้งแต่ทางเดินเข้ามาก็จะมีกวางเดินไปมาชวนให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเล่นด้วยเยอะแยะไปหมด สมกับความเป็นเมืองแห่งกวางน้อยของนาระจริงๆ

 

Todaiji Temple วัดโทไดจิ

 

 

ถัดจากศาลเจ้าคาสุกะ ไทชะเรามาพบกับความยิ่งใหญ่อีกแห่งของนาระ และก็เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของนาระอีกด้วยนั่นคือ “วัดโทไดจิ” (Todaiji Temple) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 743 เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่กลายเป็นเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกแห่งของนาระไปแล้วเพราะตั้งแต่เช้าจรดเย็นวัดแห่งนี้จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดทั้งวัน และความยิ่งใหญ่ของวัดก็สะท้อนให้เห็นตั้งแต่ประตูทางเข้าที่มีเสาต้นใหญ่เรียงรับน้ำหนักของซุ้มประตูเอาไว้ดูอลังการมาก

 

ความโดดเด่นที่สุดและกลายเป็นที่รู้จักของวัดแห่งนี้ก็คือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สร้างขึ้นในปี 752 ซึ่งในตอนแรกสร้างนั้นหล่อองค์พระขึ้นมาก่อนแล้วจึงสร้างตัวอาคารครอบองค์พระอีกชั้นหนึ่ง องค์พระมีความสูง 16 เมตร น้ำหนัก 500 ตัน และยังเป็นต้นแบบในการหล่อองค์พระใหญ่ที่เมืองคามาคุระอีกด้วย ด้านหลังองค์พระมีเสาต้นใหญ่ที่เจาะช่องไว้บริเวณโคนเสาให้คนทั่วไปได้ลอดเข้าด้านหนึ่งไปออกอีกด้านหนึ่ง และก็กลายเป็นกิจกรรมสนุกให้นักท่องเที่ยวต่อแถวกันยาวเหยียดเพื่อขอลอดใต้เสาให้เป็นสิริมงคลกับชีวิตกันเสียหน่อย

 

Nara Visitor Center & Inn

จุดบริการนักท่องเที่ยว

จากวัดโทไดจิใกล้ๆ กันเราแวะกินข้าวเที่ยงที่ร้าน Fujin Restaurant ซึ่งเป็นอาหารญี่ปุ่นที่มีทั้งโซบะ เทมปุระและชาเขียวร้อนๆ จากนั้นชวนกันเดินเที่ยวในย่านช้อปปิ้งของนาระซึ่งมีสินค้าอยู่ค่อนข้างมากและส่วนใหญ่เป็นขนมญี่ปุ่น จนไปถึงถนนสายช้อปปิ้งสไตล์อาเขตในร่ม ข้าวของน่าซื้อ แต่เป้าหมายสำคัญของเรากลับอยู่ที่ “Nara Visitor Center & Inn” ซึ่งเป็น Information Center ของเมืองนาระที่นักท่องเที่ยวจะได้ทุกข้อมูลทั้งหมดของทั้งนาระและเมืองอื่นๆ ทั่วญี่ปุ่น

เพราะฉะนั้นหากต้องการเที่ยวนาระในแบบที่ได้ข้อมูลครบถ้วนทุกด้าน และได้รับการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆ ขอให้แวะมาที่นี่รับรองได้ครบทุกอย่าง นอกจากจะมีข้อมูลการท่องเที่ยวให้แล้วที่มากกว่านั้นคือมีโรงแรมที่พักอยู่ที่นี่ด้วย และก็มีมุมกิจกรรมสำหรับให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้สนุกกันซึ่งในหลายๆ กิจกรรมเราได้ลองฝึกใช้พู่กันจุ่มหมึกเขียนตัวหนังสือฮิรางานะ (Hiragana) ที่บอกเลยว่ายากมาก ดีที่มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำวิธีการอย่างใกล้ชิดและมีตัวอย่างให้เราเขียนตาม สุดท้ายเราก็จะได้แผ่นกระดาษที่มีลายมือของตัวเองกลับไปเป็นที่ระลึก

 

Byodo-in Temple

วัดเบียวโดอิน

 

 

ช่วงเย็นโปรแกรมท้ายสุดของวันเราไปชม “วัดเบียวโดอิน” (Byodo-in Temple) ที่ตั้งอยู่ในเมืองอูจิของเกียวโต ซึ่งเราเลือกเป็นที่พักของเราในคืนแรก สำหรับวัดเบียวโดอินแห่งนี้ตั้งแต่ก้าวขาเข้าไปในพื้นที่วัดก็รู้ได้เลยว่าไม่ธรรมดา นี่คือวัดที่ยิ่งใหญ่ทั้งทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาและวัฒนธรรมเก่าแก่ดั้งเดิมจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกชื่อดังไปแล้ว

ตัวอาคารหลักของวัดที่เรียกว่าอาคารฟินิกส์ ฮอลล์ (Phoenix Hall) เป็นต้นแบบของอาคารที่จารึกอยู่บนเหรียญ 10 เยนของญี่ปุ่น ครั้งใดที่คุณผู้อ่านได้รับเหรียญ 10 เยนมาไว้ในมือขอให้ลองพลิกมองดูดีๆ รูปบนเหรียญก็คืออาคารหลักที่อยู่เบื้องหน้าเมื่อเข้ามาถึงภายในวัดเบียวโดอินนั่นเอง รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการจารึกประวัติศาสตร์เก่าแก่ของประเทศไว้บนเหรียญ 10 เยน พร้อมกับที่วางรูปนกฟินิกส์ไว้บนธนบัตร 10,000 เยนเช่นกัน

ทีนี้ก็มาทำความรู้จักกับวัดเบียวโดอินกันสักหน่อย วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 998 เพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับสักการะพระพุทธรูปไม้แกะสลักองค์ใหญ่ที่สวยงามมากอยู่ภายในตัวอาคารหลักที่เรากล่าวถึงเมื่อครู่นี้ ตัวอาคารจะสร้างขยายออกทางด้านข้างเป็น 2 ปีก วัดได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกก็เพราะอาคารหลังนี้ที่ยิ่งใหญ่และสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบที่เรียกว่า “Buddhist Pure Land Architecture” ซึ่งแต่เดิมพื้นที่ของวัดเป็นที่อยู่ของหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของเมือง มาถูกเปลี่ยนเป็นวัดก็ในยุคที่ตกเป็นมรดกของบุตรชายในปี 1052 และก็ได้สร้างอาคารหลักหลังนี้ขึ้นนับแต่นั้นมา นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีอาคารพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาสมบัติชาติเก่าแก่หลายชิ้นอยู่ด้วย

 

Uji เมืองอูจิ

 

 

อย่างที่บอกไปว่าคืนแรกเราเลือกนอนในเมืองอูจิ โรงแรมแรกของเราในเมืองนี้ก็คือ “Uji Daiichi Hotel” ที่มาพร้อมอาหารเย็นอร่อยๆ โรงแรมนี้ทำเลดีมากเพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองอูจิมากนัก เดินถึงกันสบายๆ แต่ที่ดียิ่งกว่านั้นคือแม้โรงแรมจะไม่ไกลย่านเมืองแต่ก็อยู่ในมุมที่เงียบสงบ เราสามารถเดินเล่นในย่านนี้เพื่อไปชมความสวยงามรอบแม่น้ำอูจิซึ่งมีสะพานใหญ่สีแดงพาดผ่าน มีร้านอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการตามริมแม่น้ำ รวมทั้งร้านอาหารเคลื่อนที่จัดสร้างอยู่ในเรือนำเที่ยวโดยจะจัดอาหารไว้บริการลูกค้าและล่องเรือชมแม่น้ำไปด้วยชวนให้เพลินใจไม่น้อย

 

และริมแม่น้ำอูจินี่ก็เป็นจุดท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจมากโดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายนถึงปลายกันยายน เพราะจะมีประเพณีจับปลาด้วยการใช้นกกาน้ำเป็นตัวช่วย ชาวประมงจะล่องเรือไปกลางแม่น้ำแล้วปล่อยนกกาน้ำหลายตัวลงไปล่าปลา ได้ปลาแล้วก็จะดึงเชือกนำนกกลับขึ้นเรือเพื่อคายปลาออกมาให้เจ้าของ นอกจากนี้หากเป็นฤดูใบไม้ผลิซากุระบาน แถบริมแม่น้ำอูจินี่คือสวรรค์ชัดๆ เพราะซากุระที่ยืนต้นเรียงอยู่ตลอดริมแม่น้ำจะพร้อมใจกันออกดอกสีชมพูหวานบานสะพรั่งและทอดกิ่งลงเรี่ยพื้นน้ำ เป็นภาพที่สวยงามที่สุดในสามโลก

นอกจากนี้อูจิยังเป็นแหล่งผลิตชาเขียวมาตั้งแต่ในอดีต การจะหาร้านชงชาดีๆ ในอูจิจึงไม่ใช่เรื่องยาก หลายร้านดำเนินกิจการมานานหลายสิบปี และบางร้านแม้จะเปิดมาไม่นานแต่ผู้ที่รับหน้าที่ชงชาบริการลูกค้านั้นส่วนใหญ่มากด้วยประสบการณ์ เรียกว่ารุ่นครูก็ยังได้ เพราะฉะนั้นเราจึงอยากชวนคุณผู้อ่านที่เดินทางเที่ยวในคันไซโดยมีโปรแกรมหลักๆ ในเกียวโตและนาระให้แวะเที่ยวอูจิกันดูเพราะตั้งอยู่ระหว่างเกียวโตกับนาระและห่างจากเกียวโตประมาณ 10 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น และยังเป็นอีกเมืองที่เป็นมิตรกับนักปั่นจักรยานมาก ผู้คนรถราไม่พลุกพล่าน แถมใกล้ Uji Daiichi Hotel ก็มีร้านเช่าจักรยานอยู่ด้วย ลองคิดดูว่าถ้าได้ปั่นจักรยานชมใบไม้เปลี่ยนสีหรือซากุระท่ามกลางอากาศเย็นสบายจะสุดยอดขนาดไหน

 

Fushimi inari

ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ

 

จากโรงแรมเราเลือกนั่งรถไฟสาย Keihan Railway จากสถานีอูจิ (Uji Station) ไปยังศาลเจ้าชื่อดังที่สุดอีกแห่งหนึ่งของเกียวโต “ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ” (Fushimi Inari) ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่คนไทยรู้จักดีและนิยมเข้าไปเที่ยวกันตลอดทั้งปี เหงาๆ คิดถึงเมืองไทยเมื่อใดไปศาลเจ้าแห่งนี้รับรองว่าได้เจอคนไทยกรุ๊ปใหญ่แน่นอนไม่มีพลาด

จุดเด่นที่สุดของศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริที่ติดตาติดใจคนทั่วโลกก็คือการที่มีเสาโทริอิมากกว่าหมื่นต้นวางเรียงรายต่อกันไปตามเส้นทางสายยาวของวัด กลายเป็นอุโมงค์โทริอิสีส้มสดที่มีความยาวถึงประมาณ 4 กิโลเมตร เสาโทริอิเหล่านี้ถูกนำมาตั้งไว้ตามการบริจาคเงินทำบุญของหน่วยงาน ห้างร้านและบุคคลทั่วไปทั้งพ่อค้า นักธุรกิจ นักการเมือง รวมถึงมหาเศรษฐีอีกมากมายที่สลักชื่อไว้บนเสาด้วยความเชื่อที่ว่าเสาโทริอิเป็นสัญลักษณ์แทนประตูสู่ดินแดนแห่งเทพเจ้า ซึ่งแน่นอนว่าเสาโทริอิเหล่านี้ก็จะต้องเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนของผู้ศรัทธา

 

ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริเป็นศาลเจ้าในศาสนาชินโตที่มีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่อถวายแด่เทพเจ้าแห่งการเกษตร เข้าไปภายในจะมองเห็นหินสลักเป็นรูปสุนัขจิ้งจอกอยู่ทั่วไปเพราะเชื่อว่าสุนัขจิ้งจอกจะเป็นสัตว์พาหนะนำคำขอพรของผู้ศรัทธาไปถวายแด่เทพเจ้าอีกต่อหนึ่งเพื่อขอให้มีน้ำกินน้ำใช้มากพอที่จะช่วยให้ผลิตผลทางการเกษตรดีวันดีคืน

 

Kyoto Tower หอคอยเกียวโต

 

เรานั่งรถไฟต่อมาลงที่สถานีเกียวโต (Kyoto Station) เพื่อข้ามไปฝั่งตรงข้ามซึ่งมี “หอคอยเกียวโต” (Kyoto Tower) สัญลักษณ์แห่งเกียวโตที่สร้างขึ้นในปี 1964 และมีความสูง 131 เมตรซึ่งกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่สูงที่สุดในเกียวโต รวมถึงเป็นทั้งหอคอยส่งสัญญาณและจุดชมวิวในระดับ 100 เมตร แถมมีอาคารโรงแรมอยู่ด้วย ในพื้นที่ด้านบนของหอคอยที่จัดเป็นจุดชมวิวนั้นจะทำให้เรามองเห็นทิวทัศน์ของเกียวโตได้กว้างไกลและรอบทิศแบบ 360 องศา มีกล้องส่องทางไกลให้ได้ชมสถานที่สำคัญและวัดที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่งอย่างชัดเจนที่สุด

 

ส่วนในตัวอาคารหอคอยยังมี Information Center ขนาดใหญ่ที่มีทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่นักท่องเที่ยวต้องการ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวทั้งในเกียวโต ทั่วคันไซและทั่วญี่ปุ่น เอกสารเผยแพร่มีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย มีตู้บริการแลกเงิน ตู้เอทีเอ็ม ร้านเช่ากิโมโนหรือยูกาตะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสวมชุดท้องถิ่นเที่ยวไปในญี่ปุ่น จุมีดรับฝากกระเป๋าและให้บริการเช่าจักรยาน มีร้านค้าอีกมากมายรวมถึงร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกและร้าน 100 เยนที่คนไทยชื่นชอบและที่อาคารหลังนี้เราฝากท้องมื้อเที่ยงกันที่ Kyoto Century Hotel ซึ่งมีบุฟเฟต์ที่ผสมผสานสไตล์ตะวันตกและตะวันออกไว้ด้วยกันอย่างลงตัวให้อิ่มอร่อยกันท่ามกลางบรรยากาศดีๆ จนต้องขอปรบมือให้เพราะชอบมากเป็นพิเศษ แถมยังมีอาหารหลากหลายให้เลือกเยอะแยะไปหมด

 

ปั่นจักรยานชมเมือง

 

ทีนี้ก็มาถึงหนึ่งในโปรแกรมไฮไลท์ของเรา นั่นคือการปั่นจักรยานชมเกียวโต ให้สองล้อนำทางผ่านชมไปในสถานที่สำคัญทั่วใจกลางเมือง ผ่านวัดเก่าแก่ ผ่านหนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญของเกียวโตอย่างแม่น้ำคาโมกาวะ (Kamogawa) ที่ฝั่งหนึ่งของแม่น้ำจะมีถนนสายเล็กๆ ให้เราปั่นจักรยานเลียบลำน้ำอย่างได้บรรยากาศที่สุด ได้พบเจอชาวเกียวโตมาปั่นจักรยานและวิ่งออกกำลังกาย บ้างก็จูงสุนัขเดินเล่น ส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะเป็นย่านร้านอาหารเก่าแก่บนระเบียงไม้ริมน้ำที่เน้นอาหารท้องถิ่นแท้ๆ ของเกียวโตพร้อมพนักงานประจำร้านในชุดกิโมโนที่จะเปิดให้บริการในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

เราปั่นจักรยานลัดเลาะในทุกตรอกซอกซอยและถนนหนทาง ยึดกฎจราจรเดียวกับผู้ที่ใช้รถยนต์ คือปฏิบัติตามสัญลักษณ์ไฟจราจร และก็ขึ้นมาปั่นบนฟุตบาทที่จัดไว้เส้นทางจักรยาน จนถึงการปั่นเข้าไปในย่านกิออนที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่เพราะจากเดิมเรามักจะเดินเท้าเข้ามาในย่านนี้ เมื่อเปลี่ยนเป็นจักรยานก็ได้อีกบรรยากาศ มองถนนไปพลาง มองเหล่าไมโกะและเกโกะไปพลางท่ามกลางฝูงชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงนิยมเข้ามาเดินเที่ยวชมในย่านนี้อย่างเช่นที่ผ่านมา เสริมอีกนิดสำหรับผู้ที่สนใจปั่นจักรยานในเส้นทางนี้ ในเกียวโตมีร้านให้เช่าจักรยานอยู่ไม่น้อยซึ่งส่วนใหญ่ราคาและการให้บริการไม่แตกต่างกันมากนัก หากเลือกโปรแกรมจักรยานทัวร์ก็จะมีไกด์นำทางที่จะปั่นนำหน้าพวกเราและคอยส่งสัญญาณมือบอกทิศล่วงหน้าว่าต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหรือตรงไป เมื่อผ่านสถานที่สำคัญก็จะแวะจอดพักเพื่อเล่าถึงที่มาที่ไปของสถานที่นั้นๆ  หรือหากต้องการเช่าจักรยานเที่ยวกันเองก็ได้ เมื่อครบกำหนดเวลาการเช่าก็ค่อยนำจักรยานมาคืน โปรแกรมนี้กลายเป็นอีกประสบการณ์ในการเที่ยวเกียวโตในแบบที่เราเพิ่งเคยสัมผัสในครั้งนี้ สนใจสามารถชมรายละเอียดได้ที่ www.kctp.net

 

Cacao 365

ช็อกโกแลตคาคาโอะ 365

 

จอดจักรยานกันแล้วก็ได้เวลาเดินเท้าอีกครั้งในย่านกิออน แต่คราวนี้ขอไปเดินดูร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงร้านเครื่องสำอาง ขนม ร่ม กระเป๋าดูบ้าง แต่มีขนมร้านหนึ่งที่เราอยากแนะนำให้คุณผู้อ่านรู้จักมาก เพราะหลังจากที่ได้ชิมแล้วรู้ทันทีว่าอร่อยจนต้องบอกต่อ นั่นคือร้าน “ช็อกโกแลตคาคาโอะ 365” (Cacao 365) สุดยอดช็อกโกแลตในแบบที่ไม่เหมือนใคร เพราะนอกเหนือจากขนมหลายแบบภายในร้านที่มีช็อกโกแลตเป็นส่วนประกอบหลักแล้ว ตัวเอกของร้านก็คือช็อกโกแลตที่ถูกดีไซน์ให้มีมากถึง 365 แบบ ซึ่งแน่นอนว่าในตลอดระยะเวลา 1 ปีเราสามารถกินช็อกโกแลตจากร้านนี้ได้แบบไม่ซ้ำกันเลยภายใต้แนวคิดที่ว่า “ทั้ง 365 วันคือวันพิเศษ” และเราก็จะมีช็อกโกแลตเฉพาะของเราตามวันที่และเดือนเกิดซึ่งด้านหน้าร้านจะมีแบบของหน้าช็อกโกแลตบอกความหมายไว้ด้วย ถือเป็นที่สุดของความคิดสร้างสรรค์และมีชื่อเสียงโด่งดังจนต้องเตือนล่วงหน้าเลยว่า ช็อกโกแลต 365 ดีไซน์ของร้านนี้ได้รับความนิยมมากและในแต่ละวันจะขายหมดในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นมาก่อนได้ก่อน มาช้าอดแน่ๆ

 

Yo-jiya โยจิยะ

 

มาดูเครื่องสำอางกันบ้าง อีกร้านหนึ่งที่สาวไทยฮิตกันมาก เดินเข้าร้านนี้เป็นได้เจอคนไทยแน่นอน “โยจิยะ” (Yo-jiya) ร้านที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการผลิตกระดาษซับมันคุณภาพดีเยี่ยมและมีชื่อเสียงมานานกว่าร้อยปี และเป็นต้นตำรับเครื่องสำอางอีกหลายประเภททั้งครีมบำรุงผิวหน้าผิวกาย ลิปสติก แป้งและแปรงแต่งหน้า
อีกหลายแบบให้เลือกใช้ ทั้งสองชั้นของตัวอาคารลูกค้าจะแน่นมาก การันตีได้ถึงความนิยม มีภาษาไทยอธิบายคุณสมบัติของสินค้าอยู่หลายชิ้นสื่อให้เห็นว่าร้านนี้อยู่ในใจสาวไทยมานานแล้ว

 

Okabe-ya โอกาเบยะ

 

ใครเป็นมังสวิรัติหรือนิยมชมชอบเต้าหู้เป็นชีวิตจิตใจขอเชิญที่นี่ “โอกาเบยะ” (Okabe-ya) ร้านอาหารที่เต็มไปด้วยเมนูจากเต้าหู้ที่เสิร์ฟมาในหม้อไฟและมีเครื่องเคียงอื่นๆ เสริมมาด้วยซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเต้าหู้ เนื้อสัตว์มีอยู่ประปราย แต่ต้องบอกล่วงหน้าว่าอร่อยผิดคาดและดูแปลกใหม่สำหรับการได้ลองชิมอาหารในสไตล์ที่เราไม่คุ้นนักเพราะมีเต้าหู้เป็นส่วนประกอบหลัก ต่างจากที่เคยกินเนื้อย่าง ซาชิมิ ซูชิและซีฟู้ดสไตล์ญี่ปุ่น ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้กับวัดคิโยะมิซุ (Kiyomizudera) หรือวัดน้ำใสที่คนไทยรู้จักดี อร่อยและดีต่อสุขภาพกันไปอีกมื้อก่อนที่เราจะเดินทางกลับเข้าอูจิเพื่อชมเมืองเล็กๆ แห่งนี้กันแบบจริงๆ จังๆ เสียที

 

Ujigami Shrine 

ศาลเจ้าอูจิกามิ

 

จาก Uji Daiichi Hotel ที่พักของเราเดินเท้าไปหน่อยก็จะพบกับ “ศาลเจ้าอูจิกามิ” (Ujigami Shrine) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนี้และก็เชื่อว่าเป็นศาลเจ้าอีกแห่งที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1994 พร้อมกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกหลายแห่งของเกียวโตในกลุ่ม “Historic Monuments of Ancient Kyoto” มีบันทึกการสร้างศาลเจ้าอูจิกามิว่าน่าจะสร้างขึ้นราวปี 1060 และก็เป็นการสร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่ออุทิศให้กับ “เจ้าชายวาคิอิราทสึโกะ” (Princes Uji no Wakiiratsuko) พระราชโอรสใน “จักรพรรดิโอจิน” (Emperor Ojin) ผู้ซึ่งปลงพระชนม์ชีพพระองค์เองเพื่อต้องการยุติปัญหาความขัดแย้งในราชสำนัก และสร้างขึ้นตามแบบศาลเจ้าในลัทธิชินโตที่แม้จะดูเก่าแต่ก็สวยงามคลาสสิกเพราะสร้างตามสถาปัตยกรรมโบราณของญี่ปุ่นแท้ที่เรียกว่า “Nagare-zukuri” ภายในศาลเจ้าเงียบสงบ สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วการได้เดินชมรูปแบบอาคารเก่าในพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์เช่นนี้ถือว่าคุ้มสุดคุ้มที่สุดแล้ว

 

The Tale of Genji Museum

พิพิธภัณฑ์นวนิยายเก็นจิ

 

พูดถึง “เก็นจิ” (Genji) แม้คนไทยจะงงอยู่บ้าง แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้วนี่คือนวนิยายชื่อดังตลอดกาลของ “มุราซากิ ชิกิบุ” (Murasaki Shikibu) ที่ว่าด้วยเรื่องของชายรูปงามนามว่า “ฮิคารุ เก็นจิ” (Hikaru Genji) ที่มีชีวิตอยู่ในราชสำนักซึ่งแวดล้อมด้วยเหล่าเจ้าขุนมูลนายและเจ้านายชั้นสูงแห่งยุคเฮอัน แต่พ่อหนุ่มเก็นจิก็เนื้อหอมไม่เบาเพราะมีความสัมพันธ์กับสาวงามมากมาย นวนิยายเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณีแต่โบราณของญี่ปุ่น รวมไปถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของชนชั้นสูงและแนวทางของธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ

 

ภายในพิพิธภัณฑ์ต้องบอกว่าจัดแสดงได้ดีมาก แม้เราอาจไม่รู้จักนวนิยายเรื่องนี้มากนัก แต่การให้แสง การนำเสนอดูดีมาก มีหุ่นแสดงวิถีชีวิตของหญิงสาวในราชสำนัก มีการเล่าถึงความเป็นมาผ่านจอแสดงภาพ และมีหุ่นแทนตัวพ่อหนุ่มเก็นจิอยู่ด้วย สำหรับคนไทยอาจเข้าไม่ถึงความเข้าใจในนวนิยายเรื่องนี้ แต่อยากแนะนำให้เข้าชมเพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะสะพานข้ามแอ่งน้ำเล็กๆ ไปยังตัวพิพิธภัณฑ์นั้นเป็นฉากหนึ่งที่มีอยู่ในนวนิยายบทสุดท้ายของเรื่องด้วย

 

Fukujuen Ujicha Kobo

ฟุกุจุเอ็น อูจิฉะ โคโบ

 

ชาเขียวถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของเมืองอูจิ ฉะนั้นมาเที่ยวอูจิก็ต้องชิมชาเขียว และมาถึงถิ่นทั้งทีก็ต้องลงมือบดชาเขียวด้วยตัวเองกันดูสักครั้ง เราไปกันที่ “ฟุกุจุเอ็น อูจิฉะ โคโบ” (Fukujuen Ujicha Kobo) เพื่อทดลองบดใบชาเขียวให้ได้เป็นผงชาพร้อมชงกับน้ำร้อนดื่ม แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด ผู้สนใจเข้าเรียนรู้วิธีการบดชาต้องลงนั่งประจำโม่บดชาที่ทำจากหินก้อนใหญ่ มีด้ามจับสำหรับหมุน เมื่อโรยใบชาที่ย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆ ลงในโม่แล้วเราก็ค่อยๆ หมุนบดไปเรื่อยๆ อย่างมีจังหวะ หากหมุนเร็วเกินไปผงชาที่ได้ก็จะไม่ละเอียด กว่าจะได้ผงชาออกมาชงชาดื่มได้สักถ้วยก็เมื่อยแขนกันพอควร แต่ก็ได้ความภูมิใจและได้สนุกกับการเรียนรู้วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่นไปด้วยพร้อมกัน

 

Taihoan Tea House

บ้านชาไทโฮอัน

 

แต่ถ้าต้องการดื่มชาเขียวในแบบที่ได้ชมพิธีการแบบเก่าแก่ไปด้วยก็ต้องไปเที่ยว “บ้านชาไทโฮอัน” (Taihoan Tea House) ที่นี่มีปรมาจารย์ด้านการชงชาหลายท่านที่จะมาต้อนรับเราด้วยชุดกิโมโนแบบจัดเต็ม เชิญเรานั่งประจำที่และเฝ้าดูกรรมวิธีการชงชาที่นุ่มนวลอ่อนช้อยจนเสร็จเรียบร้อยออกมาให้เราได้ชิมพร้อมขนมหวานชิ้นเล็กๆ ตัดรสขมเข้มของชาเขียวแบบต้นตำรับได้อย่างพอดิบพอดี

 

เมืองอูจิรวมถึงเมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่นได้รู้จักกับชาเขียวก็ในสมัยคามะคุระ (Kamakura) ประมาณช่วงปี 1192-1333 ซึ่งนำเข้าจากประเทศจีนโดยพระอิซาอิ (Eisai) ในนิกายเซ็น และก็ได้รับความนิยมมากในกลุ่มชนชั้นสูง ต้นแบบพิธีชงชาแบบดั้งเดิมจึงเรียบหรูอย่างที่เราเห็น ก่อนจะแพร่ความนิยมไปในชนชั้นอื่นๆ เรื่อยมา ด้วยความที่เมืองอูจิเป็นแหล่งผลิตชาเขียวที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพดี ดังนั้นเที่ยวอูจิแล้วหากไม่ซื้อชาเขียวกลับบ้านถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก

 

Otsu เมืองโอทสึ

 

เรานั่งรถไฟจากสถานีเกียวโตไปเที่ยวต่อกันที่เมือง “โอทสึ” (Otsu) ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในจังหวัดชิกะ (Shiga) ที่มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดเกียวโต เราลงรถไฟที่สถานีโอทซึ (Otsu Station) และมีโปรแกรมขึ้นสู่ภูเขาฮิเอ (Mount Hiei) ที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 850 เมตร เดินทางด้วยเคเบิ้ลคาร์ที่สถานีซากาโมโต้ (Sakamoto Station) เพื่อขึ้นไปชมวิวธรรมชาติสวยๆ ของทะเลสาบบิวะ ทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดญี่ปุ่น เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีความสำคัญและสวยงามอลังการตลอดทั้งสี่ฤดูของปี

 

Mount Hiei

ภูเขาฮิเอ

 

และการขึ้นสู่ยอดเขานอกจากจะได้ชมวิวแล้วเรายังสามารถเดินเที่ยวบนยอดเขาซึ่งเป็นพื้นที่กว้างและเป็นที่ตั้งของวัดขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีชื่อว่า “วัดเอนริอาคุจิ” (Enryakuji Temple) วัดที่มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากมายเพราะเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของศาสนาพุทธนิกายเทนได (Tendai) ซึ่งเกิดขึ้นราวปี 788 ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมพันกรและพระพุทธรูปอีกหลายองค์ รวมทั้งอาคารเก่าแก่อีกหลายหลังก็น่าชมเพราะสวยงามด้วยสถาปัตยกรรมโบราณแต่ยังคงได้รับการดูแลอย่างดีจนมีสีแดงสดเหมือนใหม่ มีหอระฆังเก่าขนาดใหญ่ และรายล้อมไปด้วยต้นซากุระและเมเปิ้ล เพราะฉะนั้นทั้งฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง วัดแห่งนี้จะยิ่งสวยงามมากขึ้นด้วยธรรมชาติเหล่านี้

 

Biwako Valley

บิวาโกะ วัลเลย์

 

ด้วยความสนอกสนใจอยากชมธรรมชาติสวยๆ เราจึงนั่ง Ropeway ขึ้นไปยัง “บิวาโกะ วัลเลย์” (Biwako Valley) เพื่อชมวิวทะเลสาบบิวะในอีกมุมที่สวยงามมากเพราะตั้งอยู่บนจุดที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,100 เมตร และก็เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่งดงามที่สุดอีกแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น และเราจะมองเห็นความสวยงามนี้ได้ตั้งแต่ Ropeway เคลื่อนตัวไปจนถึงยอดเขาซึ่งสวยงามมากจริงๆ

แต่จุดหมายของเราบน บิวาโกะ วัลเลย์ ก็ใช่จะมีแต่ชมธรรมชาติเท่านั้น แต่เราจะไปกันที่ “ZIP Line Adventure” ลานกิจกรรมสำหรับผู้ที่รักความตื่นเต้นโลดโผน หากเป็นฤดูหนาวพื้นที่นี้จะกลายเป็นลานสกีขนาดกว้างใหญ่จุผู้คนได้มากมายที่ต่างก็หอบหิ้วอุปกรณ์สกีของตัวเองแล้วพากันมาสนุกที่นี่ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนหรือใบไม้ผลิ ที่นี่จะเป็นสวรรค์สำหรับผู้หลงใหลในกีฬา ZIP Line เรียกว่าบรรยากาศดีควรค่าแก่การโหนตัวเองไว้บนสลิงสูงแล้วทิ้งตัวให้ไหลไปตามแนวเชือกที่เชื่อมไว้ด้วยรอกยาวหลายเมตรราวกับบินได้ มองเห็นทะเลสาบบิวะและต้นไม้ดอกไม้สีสันสวยงาม ความเร็วและความสูงจะทำให้หวาดเสียวและตื่นเต้นแบบสุดขีด แต่เป็นอีกมุมหนึ่งของการชมวิวทะเลสาบบิวะที่สุดยอดมาก

 

Biwako Hotel โรงแรมบิวะโกะ

 

ในโอทสึเราเข้าพักที่ “โรงแรมบิวะโกะ” (Biwako Hotel) บอกได้คำเดียวว่าหรูหราอลังการ และมีวิวธรรมชาติริมน้ำให้ชมด้วย ถือเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดของโอทสึ ห้องพักสวยและจัดวางมุมที่เหมาะเจาะในการชมวิวทะเลสาบ ที่ลืมไม่ได้คือห้องอาหารของโรงแรมมีหลายสไตล์ เราลองบุฟเฟ่ต์สไตล์ตะวันตกที่สุดยอดมาก จัดและออกแบบร้านดี อาหารอร่อย โดยรวมแล้ว 1 คืนในโรงแรมบิวะโกะเรากินอยู่สบาย มีวิวธรรมชาติให้ชม และก็มีรถรับส่งจากสถานีรถไฟมาถึงโรงแรมด้วย นอกจากนี้รอบทะเลสาบบิวะยังเป็นจุดปั่นจักรยานชมธรรมชาติที่สวยงามมาก การเช่าจักรยานและชวนกันมาเป็นกรุ๊ปใหญ่เพื่อเข้าพักที่นี่จึงเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุด

บอกแล้วว่าเที่ยวคันไซเที่ยวอย่างไรก็สนุก จุดท่องเที่ยวยังมีอีกมากในอีกหลายเมือง เท่าที่เล่าให้คุณผู้อ่านฟังไปนี้ยังไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของความน่าสนใจในภูมิภาคนี้ ใครเคยไปแล้วขอให้ไปซ้ำในฤดูที่ต่างออกไป ส่วนใครยังไม่เคยไปขอให้ไปสนุกในคันไซดูสักครั้ง ความคุ้มค่าในการท่องเที่ยวและประสบการณ์ดีๆ กำลังรออยู่ ที่แน่ๆ เดือนเมษายนปีนี้แว่วว่าทางการคันไซจะออกบัตรโดยสารรถไฟแบบพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะ คือซื้อบัตรเพียงใบเดียวสามารถใช้บริการรถสาธารณะได้ทั่วคันไซ ซึ่งถือว่าสะดวกและง่ายมากสำหรับการชวนเพื่อนฝูงเที่ยวคันไซกันด้วยตัวเอง ไปนะ...ไปเที่ยวคันไซกันดีกว่า

26 กรกฎาคม 2016

ผู้ชม 2834 ครั้ง