กิน-เที่ยว-สนุก in Kobe

หมวดหมู่: REVIEW /รีวิว

 

คำถามหนึ่งจากคุณผู้อ่านที่เราได้ยินมาเมื่อไม่นานนี้ว่า “โกเบมีอะไรให้เที่ยว” กลายมาเป็นโจทย์สำคัญที่ทำให้ทีมงาน Checktour Magazine ต้องรีบเปิดคอลัมน์ให้เป็นบันทึกการท่องเที่ยวโกเบกันแทบจะทุกซอกมุม ขาดเหลือก็คงอีกไม่มาก แต่สำหรับไฮไลท์สำคัญๆ ของโกเบมาหมดแน่นอนใน Say Hi Japan ฉบับนี้ คุณผู้อ่านเตรียมอ่าน เตรียมเก็บข้อมูล แล้วเตรียมเก็บกระเป๋าเดินทางไปเที่ยวโกเบกันเดี๋ยวนี้เลย!!!

ทริปเผยโฉมโกเบครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่ได้การสนับสนุนจาก “การท่องเที่ยวเมืองโกเบ” พาเราเที่ยวพร้อมให้ข้อมูลน่ารู้ตลอดทริป ซึ่งแม้เราจะเคยเที่ยวโกเบมาบ้าง แต่ก็ยังอดตื่นตาตื่นใจไม่ได้กับอีกหลายสถานที่ที่ยังไม่เคยไปมาก่อน และก็เป็นที่ชัดเจนว่าโกเบเป็นเมืองหนึ่งในจังหวัดเฮียวโกะแห่งภูมิภาคคันไซที่ครบเครื่องมาก มีความหลากหลาย ครบถ้วนทุกรูปแบบการท่องเที่ยว

 

Kobe Tower หอคอยโกเบ 

 

ขอเลือกให้เป็นสถานที่แวะทักทายแห่งแรกในการมาเยือนโกเบสำหรับ “หอคอยโกเบ” (Kobe Tower) หอคอยโครงเหล็กสีแดงสดที่ตั้งอยู่เท่ๆ ริมอ่าวโกเบด้วยความสูง 108 เมตร หอคอยแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1963 โดยมีความตั้งใจจะออกแบบให้มีลักษณะเหมือนกลองโบราณญี่ปุ่น และก็เข้าตากรรมการเพราะเพียงปีแรกที่สร้างเสร็จก็ได้รับรางวัลสิ่งก่อสร้างที่ออกแบบได้สวยงามจากกลุ่มสถาปนิกชาวญี่ปุ่นไปเลย

 

และสำหรับนักท่องเที่ยวหอคอยแห่งนี้คือจุดชมวิวเมืองโกเบสวยๆ แบบพาโนราม่า การยืนอยู่บนจุดชมวิวของที่มีทั้งร้านอาหารเครื่องดื่มจะทำให้เราเพลิดเพลินเมื่อหอคอยค่อยๆ หมุนรอบตัวอย่างช้าๆ ให้เราได้เห็นมุมเมืองรอบทิศทางแบบ 360 องศา สวยงามไปกับมุมมองเจริญหู เจริญตาที่มีทั้งฝั่งทิวเขาและฝั่งทะเล มีช่องกระจกใสให้เราได้สัมผัสกับระดับความสูงในแนวดิ่งที่ชวนหวาดเสียวเล็กน้อยแต่ก็ตื่นเต้นไม่เบา หอคอยโกเบเปิดให้เข้าชมวิวทิวทัศน์ได้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจนถึง 3 ทุ่มของทุกวัน ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ก็เพียง 700 เยนและเด็ก 300 เยนเท่านั้น

 

Kobe Maritime Museum พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งโกเบ

 

ใกล้กันนิดเดียวกับหอคอยโกเบมี “พิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งโกเบ” (Kobe Maritime Museum) ที่โดดเด่นด้วยโครงเสากระโดงเรือมหึมาด้านหน้าอาคาร เราเข้ามาเที่ยวชมภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เพื่อรู้จักกับเรือเดินทะเลหลากหลายรูปแบบจากทั่วโลก และได้เรียนรู้วิวัฒนาการของเรือเพื่อการคมนาคมทางน้ำที่ถูกพัฒนาเรื่อยมา โมเดลเรือทุกประเภทจากประเทศต่างๆ มีให้เราชมที่นี่แทบจะครบทุกแบบนับตั้งแต่แรกสร้างเมื่อปี 1987

โดยเฉพาะเรือจำลองลำสวยที่ถอดแบบเรือของประเทศอังกฤษมาไว้ที่นี่ในแบบที่เหมือนกันทุกมุม และเรือต้นแบบลำนี้ซึ่งมีความยาวมากกว่า 100 เมตรก็เป็นเรือจากประเทศอังกฤษที่เคยล่องมาเทียบท่าเมืองโกเบในอดีต ความสวยงามของเรือลำนั้นจึงถูกเก็บเป็นภาพความทรงจำไว้ในเรือจำลองลำนี้ด้วยฝีมือของช่างชาวญี่ปุ่น ส่วนเรือลำต้นแบบนั้นปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ของประเทศอังกฤษ

 

พื้นที่ทั่วพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งโกเบนอกจากจะมีโมเดลเรือมากมายให้ชมแล้วยังมีโมเดลเรืออีกชิ้นที่จำลองเรือสวยมีประดับด้วยไข่มุกและตั้งอยู่ในตู้กระจกที่หมุนได้ 360 องศาให้เราชมได้ทุกมุมโดยไม่ต้องเดินเวียนรอบตู้ หรือจะไปชมมุมจัดแสดงโมเดลเรือที่สร้างไว้ในขวดแก้วขนาดต่างๆ กันตั้งแต่ขนาดปกติไปจนถึงขวดใบเล็กจิ๋วที่โมเดลเรือภายในยิ่งต้องเล็กกว่าถึงขั้นที่ต้องชมผ่านแว่นขยาย พูดแบบไม่เกินจริงว่ามุมนี้แสดงให้เห็นถึงมหัศจรรย์แห่งฝีมือมนุษย์ได้มากเลย

 

Kawasaki Good Times World พิพิธภัณฑ์แสดงผลผลิตยอดเยี่ยมของคาวาซากิ

 

เชื่อเหลือเกินว่าคนไทยเกินครึ่งประเทศมีความคุ้นเคยกับคำว่าคาวาซากิในมุมของยี่ห้อจักรยานยนต์มาหลายสิบปี แต่อยากบอกว่าในความเป็นจริงแล้วบริษัทคาวาซากิในประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ได้มีศักยภาพแค่เพียงผลิตจักรยานยนต์เท่านั้น แต่ทุกยานพาหนะทั้งบนบก ในน้ำและบนอากาศบริษัทคาวาซากิผลิตได้ทั้งหมด ส่วนจะสร้างความฮือฮาให้คนไทยที่รู้จักแค่จักรยานยนต์คาวาซากิอย่างเราได้มากขนาดไหนต้องไปลองชมกันที่ “พิพิธภัณฑ์แสดงผลผลิตยอดเยี่ยมของคาวาซากิ” (Kawasaki Good Times World) สวรรค์ของคนรักจักรยานยนต์

 

พิพิธภัณฑ์แสดงผลผลิตยอดเยี่ยมของคาวาซากิจัดแสดงทุกผลิตภัณฑ์สินค้าในเครือบริษัทคาวาซากิที่แน่นอนว่าอันดับหนึ่งเป็นจักรยานยนต์ทุกรุ่นจากทุกยุคสมัย มีมุมจัดแสดงอย่างสวยงามและอลังการมากสำหรับผู้ที่รักจักรยานยนต์ยุคเก่าสุดคลาสสิก อีกทั้งผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นจะมีคำอธิบายบอกชื่อรุ่น ปีที่ผลิตและชนิดของเครื่องยนต์ไว้อย่างละเอียด และที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เราได้มากก็คือการที่ได้ทราบว่าบริษัทคาวาซากิยังเป็นองค์กรที่ผลิตสินค้าประเภทเรือ เรือดำน้ำ เฮลิคอปเตอร์ รถไฟชินคันเซน ชิ้นส่วนเครื่องบินโบอิ้ง 777 และชิ้นส่วนด้านยานยนต์ในอวกาศ

 

Arima Onsen อาริมะออนเซน

 

โฉบออกไปเที่ยวเมืองเล็กๆ อีกแห่งในโกเบที่มีชื่อว่า “อาริมะออนเซน” (Arima Onsen) เมืองที่เพียงแค่ชื่อก็บอกชัดเจนว่ามีออนเซนและก็ถือเป็นแหล่งออนเซนชั้นเยี่ยมหนึ่งในญี่ปุ่นเลยทีเดียว เพราะแม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีโรงแรมที่พักมากมายเพียงพอต้อนรับนักท่องเที่ยว แถมยังเดินทางสะดวกทั้งรถไฟและรถบัสจากโอซาก้าและโกเบจนสามารถเดินทางมาเที่ยวแบบเช้าเย็นกลับก็ยังได้ แต่หากต้องการสัมผัสบรรยากาศการแช่ออนเซนอย่างสบายอกสบายใจแบบไม่รีบไม่ร้อนแนะนำให้นอนค้างในอาริมะสักคืนแล้วคุณผู้อ่านจะไม่เสียดายเวลาเลย

 

การแช่ออนเซนที่อาริมะออนเซนมีจุดแช่ออนเซนสาธารณะไว้ด้วยสำหรับใครก็ตามที่ต้องการสัมผัสกับน้ำแร่ธรรมแห่งอาริมะที่พิเศษกว่าใคร เพราะที่นี่มีน้ำแร่ 2 แบบคือโกลด์และซิลเวอร์ ซึ่งอาจจะมีแร่ธาตุในน้ำแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่ก็มีชื่อเสียงในด้านการรักษาโรคคล้ายกัน หรือจะเลือกแช่ออนเซนแบบเป็นส่วนตัวสุดๆ ก็ต้องลองสัมผัสบรรยากาศในเรียวกังหลายแห่งที่ส่วนใหญ่มีออนเซนธรรมชาติไว้บริการลูกค้าเสมอ

และที่น่าสนใจมากสำหรับการเดินเที่ยวชมบรรยากาศและหาขนมอร่อยกิน นั่นคือในย่านใจกลางเมืองอาริมะที่คล้ายจะอยู่ในบรรยากาศย้อนยุค มีร้านขายของจำนวนมากหยุดนาฬิกาของตัวเองไว้เพื่อจะเลือกขายสินค้าที่เป็นของเก่ารวมทั้งงานฝีมือท้องถิ่นญี่ปุ่นแท้ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวที่โหยหาอดีต ดังที่เราได้พบในร้านขายพู่กันโบราณที่เหลือเพียงร้านเดียวในญี่ปุ่น พู่กันสวยที่ผลิตจากร้านนี้จะประดิษฐ์ด้ามอย่างสวยงามด้วยการร้อยเชือกพันไว้โดยรอบ มีแบบที่ประดิษฐ์ให้ท้ายด้ามพู่กันเป็นตุ๊กตาน่ารักที่จะผลุบโผล่ได้เมื่อจุ่มหมึกแล้วจดปลายพู่กันลงบนแผ่นกระดาษ ให้ความรู้สึกดีมากกว่าที่จะเห็นสิ่งนี้เป็นเพียงแค่พู่กันธรรมดา มีร้านขายขนมเซมเบ้อร่อยๆ ที่ทำกันสดๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะซื้อกินเองหรือซื้อกลับบ้านเป็นของฝากก็เหมาะทั้งนั้น ขนมไส้ถั่วแดงแถบนี้ก็มีเยอะ หากได้ไปเที่ยวอาริมะในช่วงอากาศหนาวๆ ได้ขนมไส้ถั่วแดงอบร้อนๆ สักชิ้นรับรองว่าจะอุ่นกันไปพักใหญ่เลยทีเดียว

 

Arima Toys & Automata Museum พิพิธภัณฑ์ของเล่น

 

ได้รู้ว่าอาริมะไม่ได้มีดีแค่ออนเซนก็เมื่อเราไปพบกับ “พิพิธภัณฑ์ของเล่น” (Arima Toys & Automata Museum) ศูนย์รวมนานาของเล่นออโตเมติกยุคเก่าทุกประเภทเท่าที่จะมีในโลกนี้ และผู้เข้าชมก็จะเต็มอิ่มไปกับการได้กลับมาพบกับของเล่นในวัยเด็กมากมายที่อาจจะเคยเล่นหรือเคยมี แต่ละชั้นก็แบ่งของเล่นไปตามชนิด และการจัดพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ให้เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กตัวเล็กตัวน้อยเข้ามาสนุกกัน

 

การจัดแสดงของเล่นบนชั้น 6 จะรวมของเล่นจากประเทศเยอรมนีที่ถือเป็นงานสวย งานละเอียด และทุกชิ้นเป็นงานที่แกะจากไม้จนกลายเป็นรูปทรงต่างๆ ทั้งรูปสัตว์รูปมนุษย์อายุมากกว่า 80 ปี ถ้าเป็นชั้น 5 ก็จะมีทั้งตุ๊กตาผ้าและตุ๊กตาไม้ ส่วนชั้น 4 จัดแสดงของเล่นออโตเมติกที่มีกลไกช่วยให้เคลื่อนไหวได้ แต่ที่รู้สึกว่าชวนให้คุ้นเคยมากสำหรับคนไทยที่รู้จักของเล่นจากต่างประเทศมาตั้งแต่เด็กก็ต้องไปหมกตัวกันอยู่ที่ชั้น 3 ที่มีของเล่นสังกะสีดีบุกทั้งหลายเต็มไปหมดและมีเยอะมาก มีหลายชิ้นที่เปิดโอกาสให้เราได้ย้อนความหลังวัยเด็กด้วยการทดลองเล่นเพื่อให้ของเล่นเหล่านี้ได้เคลื่อนไหว สำหรับชั้น 2 และชั้น 1 ก็เป็นพื้นที่ของร้านอาหารและร้านขายของเล่นที่เราเลือกซื้อกลับบ้านเป็นที่ระลึกได้ เต็มอิ่มแน่นอนสำหรับการเลือกทิ้งตัวเองไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สัก 2-3 ชั่วโมง คุ้มค่าราคาตั๋วเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 500 เยนและสำหรับเด็กน้อยอายุไม่เกิน 12 ขวบก็แค่ 250 เยน

 

Rokko San ภูเขาร็อกโก

 

ถอยจากเมืองอาริมะไปเที่ยวต่อที่ “ภูเขาร็อกโก” (Rokko San) แหล่งเที่ยวชมธรรมชาติบนระดับความสูง 931 เมตรที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามฤดูกาล เป็นจุดชมวิวธรรมชาติและชมวิวเมืองโกเบที่สวยที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น เพราะในช่วงหน้าร้อนก็กลายเป็นจุดชมดอกไม้สวยๆ ใบไม้ผลิก็ชมใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงซากุระบานก็หวานไปทั่วด้วยสีชมพู มีผู้คนชักชวนกันมาปิกนิกกันเป็นครอบครัว และถ้าเข้าหน้าหนาวหิมะก็จะละลานตาขาวโพลนไปทั่วทั้งภูเขา แต่ไม่ว่าจะฤดูไหนก็กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนานของนักท่องเที่ยวทั้งนั้น

ขอแนะนำการท่องเที่ยวภูเขาร็อกโกในช่วงฤดูหนาวเสียหน่อย ช่วงปลายปีหิมะเริ่มลงอากาศเริ่มเย็นพื้นที่ที่เคยเป็นทุ่งดอกไม้บนภูเขาร็อกโกจะแปรสภาพเป็นลานสกีขนาดใหญ่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆ ชาวญี่ปุ่นนั่นแหละ และหิมะที่เห็นก็จะมีทั้งหิมะจริงและหิมะเทียมให้เล่น ฉะนั้นแม้ปีไหนหิมะจะตกช้าแต่ย่างสู่เดือนธันวาคมก็สามารถหอบอุปกรณ์สกีและสโนว์บอร์ดมาภูเขาร็อกโกได้เลย ไม่มีผิดหวังแน่นอน หรือจะมาแต่ตัวแล้วมาเช่าชุดพร้อมอุปกรณ์ที่นี่ก็ได้มีให้พร้อม

 

Rokko International Musical Box Museum พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี

 

บนภูเขาร็อกโกมีทั้งลานสกี ร้านอาหาร ร้านสินค้าที่ระลึก และจุดชมวิวชื่อดัง แต่เราเลือกมาแวะที่นี่ “พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี” (Rokko International Musical Box Museum) ซึ่งมีกล่องดนตรีสวยๆ ส่งเสียงเพลงเพราะๆ ให้เราเลือกซื้อเป็นที่ระลึก แต่ละรูปแบบน่ารักมาก จะแสดงในพื้นที่ขายบริเวณชั้น 1 ของตัวอาคาร แต่หากเป็นพื้นที่ชั้น 2 จะจัดให้ชมการแสดงกล่องดนตรีหลายขนาด เสียงไพเราะและมีกลไกการให้เสียงที่ชวนติดตาม โดยจะจัดแสดงตามรอบเวลาที่กำหนดไว้

 

แต่ที่เป็นกิจกรรมน่าสนใจซึ่งเหมาะสำหรับทุกคนแม้จะไม่เคยมีพื้นฐานมาก่อนเลยก็คือการทดลองประดิษฐ์กล่องดนตรีด้วยตัวเอง สร้างสรรค์กล่องดนตรีที่จะมีเพียงชิ้นเดียวในโลกให้ตัวเองได้ด้วยราคา 1,950 เยน เราสามารถเลือกเพลงที่ชอบได้แล้วนำมาประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน แต่ไม่ง่ายอย่างที่คิด กว่าจะทำได้แต่ละชิ้นยากมาก แต่เมื่อขันน็อตเทียบเสียงจนลงตัวได้เพลงที่ไพเราะแล้วจะภูมิใจมากเลย

 

Rokko Garden Terrace จุดชมวิวภูเขาร็อกโก

 

อย่างที่ได้เล่าไปว่าภูเขาร็อกโกเป็นอีกจุดชมวิวสวยๆ ของเมืองโกเบ ทีนี้ได้มาชมกันจริงๆ ที่ “จุดชมวิวภูเขาร็อกโก” (Rokko Garden Terrace)  ซึ่งมีทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟและจุดขายสินค้าที่ระลึก รวมทั้งยังมีสวนสมุนไพรขนาดกว้างใหญ่อีกด้วย แต่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากมายตลอดทั้งวันก็คือ จุดชมวิวที่จะทำให้เรามองเห็นเมืองโกเบได้ทั่ว และหากเข้าสู่ยามค่ำคืน เมืองทั้งเมืองจะพร้อมใจกันเปิดไฟให้แสงสว่าง มองดูแล้วสวยงามราวกับเป็นอัญมณีล้ำค่าหลายพันชิ้นมูลค่ามหาศาลวางสลับสีอยู่รวมกันน่าชมมาก

 

Nofuku Temple วัดโนฟุคุ

 

ถือเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่อันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่นสำหรับ “ไดบุทสึแห่งเฮียวโกะ” รองจากอันดับ 1 พระพุทธรูปแห่งเมืองนาระที่มีความสูง 15 เมตร และอันดับ 2 พระพุทธรูปแห่งเมืองคามาคุระที่สูง 13.5 เมตร ส่วนอันดับ 3 คือไดบุทสึแห่งเฮียวโกะองค์นี้ที่สูง 11 เมตรและมีน้ำหนักมากถึง 60 ตันซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในวัด “วัดโนฟุคุ” (Nofuku Temple)

ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินทางมาเที่ยวโกเบและมีโอกาสได้มากราบองค์พระใหญ่ไดบุทสึที่วัดแห่งนี้ก็มักจะขอพรอธิษฐานจากท่าน ภายในวัดมีอาคารเยอะแยะไปหมดและส่วนใหญ่ตัวอาคารจะฉาบด้วยสีแดงสดเหมือนใหม่ มุมที่ประดิษฐานพระพุทธรูปก็จะเป็นจุดรวมตัวของนักท่องเที่ยวที่นิยมขอพระให้เกิดสิริมงคลแก่ตัวเอง

 

TETSUJIN 28 MONUMENT เท็ตสึจิน

 

มีความรู้สึกว่าโกเบเป็นเมืองที่หลากหลายและมีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวมาก เราไปชมธรรมชาติกันมาแล้ว ชมพิพิธภัณฑ์มาก็เยอะ ทีนี้ลองมาชมสัญลักษณ์ตัวใหญ่ยักษ์ของโกเบอย่าง “เท็ตสึจิน” (Tetsujin) ดูบ้าง เท็ตสึจินมีชื่อที่คนไทยคุ้นหูมากกว่าก็คือ “หุ่นเหล็กหมายเลข 28” ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อนด้วยความสูง 18 เมตร หนัก 50 ตันเพราะทำจากเหล็กล้วนและใช้เงินในการสร้างถึง 135 ล้านเยน ท่ายืนเท่ๆ ของเท็ตสึจินทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากอดใจไม่ได้ที่จะแสดงท่าในแบบเดียวกันเพื่อถ่ายภาพคู่เป็นที่ระลึก

เท็ตสึจินสร้างขึ้นภายใต้โครงการ “Kobe Tetsujin Project” หลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในโกเบเมื่อปี 1995 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ตุลาคม 2009 วัตถุประสงค์หลักในการสร้างหุ่นตัวนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นตัวช่วยในการสร้างกำลังใจให้ชาวโกเบที่ประสบภัยแผ่นดินไหวได้ต่อสู้กันต่อไป

 

Akashi Kaikyo Bridge สะพานอะคาชิ ไคเคียว

 

หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ของเมืองโกเบที่ได้ชื่อว่ามีความเป็นที่สุดในโลกอยู่ด้วยก็คือ “สะพานอะคาชิ ไคเคียว” (Akashi Kaikyo Bridge) มองด้วยตาในแวบแรกก็รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ที่ว่านี้ได้ดี นี่คือเมกะโปรเจคของโกเบที่เกิดขึ้นในปี 1988 ด้วยเงินทุนมหาศาลพร้อมช่างและคนงานกว่า 2,100,000 คน ได้รับความร่วมมือจาก 59 บริษัทในการก่อสร้าง และภายในระยะเวลา 10 ปีหลังจากเริ่มสร้างก็แล้วเสร็จ

 

สะพานอะคาชิ ไคเคียวมีช่วงห่างระหว่างเสาตอม่อที่ยาวที่สุดในโลกด้วยความยาว 1.99 กิโลเมตร และทอดข้ามจากฝั่งโกเบไปถึงเกาะอาวาจิ (Awaji-Shima) ถึง 4 กิโลเมตร นอกจากจะขึ้นไปชมสะพานแล้วจุดที่นักท่องเที่ยวชอบมากคือจุดที่สร้างพื้นสะพานให้เป็นพื้นกระจกใสที่สามารถมองผ่านไปเห็นพื้นน้ำเบื้องล่างที่ห่างจากพื้นสะพานราว 47 เมตร ชวนให้หวาดเสียวและตื่นเต้นขาสั่นกันได้ไม่น้อย สะพานแห่งนี้ชั้นบนสุดเป็นเส้นทางคมนาคมของรถยนต์และส่วนที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเดินเล่นกันได้นี้คือชั้นล่าง

วิวรอบสะพานไม่ได้มีแค่ท้องฟ้าน้ำทะเลเท่านั้น มองไปจะเห็นรีสอร์ทสวยๆ หลายแห่งริมฝั่งโกเบ เช่นเดียวกับที่มีบ้านพักตากอากาศของ ดร.ซุนยัดเซ็น ซึ่งชื่นชอบเมืองโกเบจนตกลงใจมาสร้างบ้านพักไว้ที่นี่ ปัจจุบันทางการโกเบพยายามเก็บรักษาสภาพเดิมของบ้านไว้ให้ได้มากที่สุดทั้งมุมส่วนตัวและมุมทำงานที่เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าชมได้เนื่องจากเปิดในลักษณะของพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติชีวิตการทำงานของ ดร.ซุนยัดเซ็นผู้ที่เคยมีบทบาทสำคัญต่อช่วงเปลี่ยนผ่านการปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

Akashi Kaikyo Bridge Exhibition Center ศูนย์จัดแสดงข้อมูลสะพานอะคาชิ ไคเคียว

 

เห็นความยิ่งใหญ่ของสะพานอะคาชิ ไคเคียวไปแล้ว ถ้าอยากรู้จักกันในข้อมูลเชิงลึกก็ต้องเข้าไปชมที่ “ศูนย์จัดแสดงข้อมูลสะพานอะคาชิ ไคเคียว” (Akashi Kaikyo Bridge Exhibition Center) ที่จะมีข้อมูลการจัดสร้างตั้งแต่ที่มาที่ไป ผู้มีส่วนร่วม วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเนรมิตสะพานแห่งนี้ขึ้นมา ขอให้มีเวลาซัก 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็น่าจะทำความรู้จักกับสิ่งที่ก่อสร้างที่อลังการที่สุดชิ้นหนึ่งของญี่ปุ่นแห่งนี้ได้ละเอียด

 

แต่ที่เรารู้สึกว่าน่าทึ่งมากก็คือการจัดแสดงลวดสลิงก์ที่ใช้แขวนสะพาน แน่นอนว่าการสร้างสะพานแขวนขนาดใหญ่สลิงก์ต้องเป็นวัสดุที่มีความสำคัญซึ่งต้องแข็งแรงเพื่อการรับน้ำหนักของสะพานไว้ โดยสลิงก์ที่เราพูดถึงนี้ก็คือเหล็กเส้นจำนวน 127 เส้นมัดรวมกันกลายเป็น 1 เส้นใหญ่ แล้วนำลวด 1 เส้นใหญ่นี้มารวมกันอีก 290 มัดเพื่อใช้ดึงรั้งตัวสะพานไว้ได้แบบสบายๆ จำนวนสลิงก์เล็กที่ใช้นี้จะมากแค่ไหนเทียบได้ว่าหากนำมาเรียงต่อกันก็ยาวมากถึง 400,000 กิโลเมตร เรียกว่าพันรอบโลกได้ถึง 7 รอบครึ่งโดยประมาณ

 

MITSUI OUTLETPARK MARINEPIA KOBE มิตซุย เอาท์เลท พาร์ค

 

ใกล้กับสะพานอะคาชิ ไคเคียว มีอาณาจักรนักช้อปอยู่ที่ “มิตซุย เอาท์เลท
พาร์ค” (MITSUI OUTLETPARK MARINEPIA KOBE) ซึ่งเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวมาแล้ว 16 ปี ร้านค้าเยอะ สินค้าแยะ และลดราคาเยอะมาก สินค้า 70 เปอร์เซ็นต์ของที่นี่เป็นสินค้าแฟชั่น จำพวกรองเท้ากีฬาชื่อดังมีแบบให้เลือกมากมาย มาถึงแล้วขอให้แวะเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ก่อนเพื่อแสดงหนังสือเดินทางขอรับคูปองส่วนลด จากนั้นก็หยิบแผนผังภายในเอาท์เลทมากันคนละชุดเพื่อมองหาร้านค้าที่ต้องการซึ่งจะช่วยให้ง่ายและรวดเร็ว มิตซุย เอาท์เลท พาร์ค เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00-20.00 น. ส่วนในพื้นที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มเปิดให้บริการตั้งแต่ 11.00-22.00 น.

นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาที่มิตซุยเอาท์เลท พาร์ค ได้ง่ายเพราะมีรถชัทเทิลบัสรับส่งจากสถานีรถไฟทารุมิ (Tarumi Station) มาส่งให้ช้อปถึงที่เลย หรือหากไม่เหนื่อยที่จะเดินเล่นมาเรื่อยๆ จากสะพานอะคาชิ ไคเคียว ก็ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น

 

Kitano-cho ย่านคิตาโนะโจ

 

นานเป็นร้อยปีมาแล้วที่โกเบเปิดประตูต้อนรับชาวต่างชาติล่องเรือเข้ามาเทียบท่าทำการค้าร่วมกัน และชาวโกเบก็รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับความเป็นตะวันออกของตัวเองตั้งแต่ยุคนั้น ทิ้งร่องรอยไว้ชัดเจนถึงปัจจุบันอยู่ใน “ย่านคิตาโนะโจ” (Kitano-cho) หากได้เดินเที่ยวในย่านนี้เราจะได้พบกับบ้านเรือนทรงตะวันตก อาคารสำนักงานที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมยุโรป ร้านกาแฟร้านเบเกอร์รี่เก๋ๆ สไตล์ตะวันตกจัดๆ ที่ส่วนใหญ่อร่อยแทบทุกร้าน

 

อยากชวนชมลานศิลปะของชาวโกเบในย่านนี้ด้วยซึ่งเราจะได้เห็นศิลปินนักวาดภาพนักประดิษฐ์มานั่งสร้างสรรค์ชิ้นงานของตัวเองให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ มีลานอเนกประสงค์ให้ศิลปินเปิดหมวกมาแสดงความสามารถพิเศษ เดินเที่ยวในย่านคิตาโนะโจจึงได้บรรยากาศที่ดูแตกต่างแต่เพลินดีอยู่เหมือนกัน

 

Weathercock House บ้านก๊อดฟรายด์ โทมัส

 

ย่านคิตาโนะโจมีบ้านชาวตะวันตกหลายหลังที่เคยถูกสร้างไว้ในอดีตซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านของพ่อค้า นักธุรกิจที่เข้ามาค้าขายในโกเบ และมีบ้านหลายหลังในปัจจุบันที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ซึ่งถือเป็นสมบัติชาติไปแล้วในวันนี้ เราได้ชมบ้านหลังหนึ่งที่ใหญ่โตสมฐานะของเจ้าของบ้าน “ก๊อดฟรายด์ โทมัส” (Mr. Godfried Thomas) ซึ่งเป็นพ่อค้านักธุรกิจชาวเยอรมัน บ้านหลังนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเจ้าของไปแล้วในปี 1978 และก็ได้ชื่อว่า “Weathercock House” จากสัญลักษณ์กังหันลมรูปไก่ (Weathercock) บนหลังคาบ้านนั่นเอง

 

ภายในบ้านถูกออกแบบตกแต่งไว้เหมือนสภาพเดิมซึ่งเป็นไปตามคำบอกเล่าของ “คุณเอลเซ่ คาวโบ” (Else Calbo) ผู้เป็นบุตรสาวของคุณโทมัสซึ่งได้กลับมาเยี่ยมบ้านหลังนี้ที่เธอเคยอาศัยอยู่ในวัยเด็กนานถึง 9 ปีก่อนจะย้ายกลับไปเยอรมนีเนื่องจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเมื่อได้เห็นภาพบ้านหลังนี้ผ่านข่าวโทรทัศน์เธอจึงได้กลับมาเยี่ยมบ้านเก่าหลังเดิมในวันที่เธอมีอายุถึงมากกว่า 80 ปีแล้ว

 

Ikuta Shrine ศาลเจ้าอิคุตะ

 

ชวนกันมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ “ศาลเจ้าอิคุตะ” (Ikuta Shrine) ศาลเจ้าชินโตประจำเมืองโกเบที่นอกจากจะมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาขอพรเทพประจำศาลเจ้าแล้ว ในทุกเทศกาลประจำปีก็จะยิ่งหนาแน่นไปด้วยผู้ศรัทธามากขึ้นหลายเท่าตัว และยังใช้เป็นพื้นที่สำหรับการจัดพิธีกรรมทางศาสนาอีกด้วย

 

ศาลเจ้าอิคุตะมีอายุมาถึงวันนี้กว่า 1,800 ปีแล้ว หลักฐานแรกเริ่มของการสร้างเป็นบันทึกเล่าว่าสร้างขึ้นจากการที่พระจักรพรรดินีในยุคนั้นมีพระสุบินถึงการร้องขอของเทพเทวดาว่าเมื่อใดก็ตามที่เสด็จฯยังโกเบให้สร้างศาลเจ้าไว้ ณ เมืองนี้ สุดท้ายแล้วศาลเจ้าแห่งนี้ก็เกิดขึ้นจริงๆ โดยชื่อ “อิคุตะ” นั้นมีเสียงพ้องกับคำที่มีความหมายว่า “มีชีวิต” จึงเป็นจุดขอพลังแห่งชีวิต พลังแห่งการสร้างสรรค์สำหรับผู้ศรัทธา ผู้ที่เข้ามาศาลเจ้าอิคุตะจึงมักขอพรให้ตัวเองและคนที่ตนรักมีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว โดยเฉพาะนักกีฬาที่กำลังจะลงแข่งขันก็มักจะมาขอพรให้ได้รับชัยชนะจากศาลเจ้าแห่งนี้เสมอ

 

Kobe Anpanman Kids Museum & Mall พิพิธภัณฑ์อังปังแมนแห่งโกเบ

 

ทั่วประเทศญี่ปุ่นมี “พิพิธภัณฑ์อังปังแมน” (Anpanman Kids Museum & Mall) อยู่ 5 แห่ง และที่โกเบก็เป็นหนึ่งในนั้น พิพิธภัณฑ์เจ้าขนมปังไส้ถั่วแดงที่เป็นการ์ตูนชื่อดังที่สุดอีกเรื่องของญี่ปุ่นที่มีอยู่ในโกเบจะตั้งอยู่ริมอ่าวใกล้กับท่าเรือโกเบจุดที่เราขึ้นไปชมหอคอยโกเบนั่นเองแต่ตั้งอยู่คนละฝั่ง ย่านนี้โดดเด่นด้วยชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยแหล่งอาหารการกินและช้อปปิ้ง

 

สำหรับพิพิธภัณฑ์อังปังแมนแห่งเมืองโกเบ (Kobe Anpanman Kids Museum & Mall) ดูจะน่ารักตั้งแต่ด้านนอกอาคาร สำหรับเด็กไทยอังปังแมนอาจเป็นตัวการ์ตูนที่รู้จักกันเฉพาะกลุ่ม แต่สำหรับเด็กญี่ปุ่นแล้วอังปังแมนจัดอยู่ในกลุ่มการ์ตูนยอดนิยมตลอดกาลและฮิตมาก ภายในพิพิธภัณฑ์ออกแบบให้ทุกพื้นที่เหมาะสำหรับสาวกเพราะมีตัวละครทุกตัวกระจายอยู่ทั่ว อาคารชั้นล่างจะเป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึก ขนมที่เกี่ยวกับอังปังแมนและผองเพื่อนทั้งหมด ส่วนชั้น 2 จะถูกจัดให้เป็นดินแดนของอังปังแมนที่เด็กๆ สามารถเล่นสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ได้มากมายจนเหมือนเป็นสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ที่มีสีสันสดใสและชวนให้ผู้ใหญ่อย่างเราสนุกไปด้วย

 

Setonaikai Sea ล่องเรือทะเลเซโตะไนไก

 

ท่าเรือโกเบมีจุดเหมาะๆ ให้เราล่องเรือสำราญชม “ทะเลเซโตะไนไก” (Setonaikai Sea) ซึ่งช่วงเวลาที่เรือนำนักท่องเที่ยวแล่นออกทะเลจะมีบอกไว้บริเวณท่าเรือให้เราเลือก แต่ถ้าเป็นรอบค่ำจะสวยมาก สำหรับสิ่งที่เราจะได้เห็นยามเรือแล่นไปกลางทะเล นั่นคือสะพานอะคาชิ ไคเคียว ที่เคยได้ชมในตอนกลางวันเมื่อสะพานประดับไฟสว่างจ้าตัดกับสีดำทะมึนโดยรอบของท้องฟ้าและทะเลก็ยิ่งสวยงามโดดเด่น

 

เราใช้เวลาบนเรือสำราญ “ลูมินอสโกเบ 2” (Luminous II) ราว 2 ชั่วโมงครึ่งในการท่องทะเลซึ่งอิ่มอร่อยไปกับอาหารที่ถูกจัดมาเสิร์ฟพร้อมกันสำหรับ 1 ที่นั่ง ส่วนจะเลือกอาหารเซ็ตหรือเมนูบุฟเฟต์ก็แล้วแต่ความชอบ เรือจะมีพื้นที่ของร้านอาหารที่ค่อนข้างหรูหรา มีดนตรีคลอเบาๆ และมีดาดฟ้าสวยให้เราขึ้นไปชมวิวและรับลมทะเลได้ตลอดเส้นทาง

 

Food โกเบเมืองแห่งอาหารอร่อย

 

เที่ยวโกเบครั้งนี้เต็มอิ่มกับอาหารอร่อยตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายก่อนกลับบ้าน และไม่พลาดกับการลิ้มลองสเต็กเนื้อโกเบเลื่องชื่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้โกเบเป็นที่รู้จักของชาวโลก สเต็กมื้ออร่อยของเราอยู่ที่ร้าน “Steak Wakkoqu” ที่มีเชฟมาย่างเนื้อโกเบระดับ A5 ที่ถือว่าเป็นเนื้อในระดับสุดยอดที่สุดให้เราได้ชิมกันหน้าเตาแบบร้อนๆ หอมอร่อยนุ่มลิ้นมาก รวมทั้งยังได้ไปชิมอาหารสไตล์ตะวันตกที่ร้าน “TOOTH TOOTH maison15th” ร้านนี้การันตีฝีมือเชฟและความอร่อยด้วยอายุร้าน 136 ปี

 

มีร้านเบเกอร์รี่อีกแห่งที่อยากแนะนำ “Mikage” ทั้งร้านละลานตาด้วยเบเกอร์รี่สไตล์ฝรั่งเศสที่หน้าตาสวยงามและรสชาติอยู่ในระดับที่ต้องยกนิ้วให้ โดยเฉพาะสตรอเบอร์รี่ชอร์ทเค้กที่เป็นเอกลักษณ์เบอร์หนึ่งของร้าน แวะมาหาขนมกินร้านนี้ไม่ยากเลยเพราะตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฮังคิวมิกาเกะ (Hankyu Mikage Station) เดินเพียง 5 นาทีเท่านั้น หรือหากตั้งต้นจากสถานีรถไฟซันโนมิยะ (Sannomiya Station) ก็เดินมาแค่ 10 นาทีเท่านั้น ร้านตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคาร “Sala Blanca Mikake”

และท้ายที่สุดทริปนี้ในโกเบเรานอนพักที่โรงแรม 5 ดาว “โกเบ เมริเคน พาร์ค โอเรียนทอล” (Kobe Meriken Park Oriental Hotel) ซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าวและแวดล้อมด้วยสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ของโกเบทั้งหมด ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับคุณผู้อ่านที่ต้องการเที่ยวไปในโกเบและกลับมาพักผ่อนอย่างสะดวกสบาย ห้องพักกว้างขวางและอาหารเช้าอร่อยมาก ขอให้เชื่อเราว่าตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ในโกเบอยู่ที่โรงแรมนี้นี่แหละ

 

 

26 กรกฎาคม 2016

ผู้ชม 3742 ครั้ง