ปัญญาชน แห่งตระกูล โยชิดะ

หมวดหมู่: KNOWLEDGE /สาระน่ารู้

“โยชิดะ โชอิน” (Yoshida Shoin) ชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นทั้งนักพัฒนาหัวก้าวหน้าแห่งแผ่นดินญี่ปุ่นและมีแนวคิดที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว แต่หากคุณผู้อ่านยังไม่รู้จ โยชิดะ โชอินมากพอ...เราจะเล่าให้ฟัง

 

โยชิดะ โชอิน เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของ “สึงิ ยุริโนสึเกะ” พ่อผู้เป็นซามูไรชั้นปลายแถวแถบชนบทของแห่งแคว้นโชชู นับแต่แรกเกิด 20 กันยายน 1830 โชอินเติบโตจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ จนเมื่อมีอายุได้ 4 ขวบเขาก็ต้องทำตามกฎของวงศ์ตระกูลด้วยการจากพ่อแม่ไปอาศัยอยู่ในตระกูลโยชิดะภายใต้การดูแลของอา และด้วยสถานะหลานทำให้โชอินก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตระกูลตั้งแต่อายุ 5 ขวบจากการเสียชีวิตของอา
ด้วยความที่ตระกูลโยชิดะมีโรงเรียนยามางะ ซึ่งเป็นสถาบันสอนเหล่าไดเมียวทั้งหลายอยู่ก่อนแล้ว “ทามากิ บุนโนชิน” ผู้เป็นอาอีกคนหนึ่งของเขาจึงได้ปลูกฝังและป้อนความรู้ทั้งหลายให้โชอินได้เรียนรู้ไปพร้อมนักเรียนคนอื่นๆ ตั้งแต่ยังเล็ก เรื่อยมาจนกลายเป็นการฝังรากการเรียนรู้และการเป็นผู้นำให้เขาตลอดมา

 

ซึ่งเพียงแค่อายุ 8 ขวบโชอินก็สามารถสอบเข้าเรียนในสถาบันการเรียนรู้ด้านปรัชญาของขงจื๊อที่มีชื่อว่า “โรงเรียนเมอิริน” (Meirin) ได้สำเร็จ ฉายแววเก่งกาจและรอบรู้ตั้งแต่นั้น ความใฝ่รู้และขยันขันแข็งในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมให้ตัวเองอยู่เสมอทำให้โชอินมีความสามารถทั้งในด้านการทหารสมกับที่เป็นหนึ่งในซามูไรตามหลักบูชิโดและในด้านการเมืองการปกครองแต่แนวคิดอย่างหนึ่งที่ต้องเรียกว่าฝังหัวก็คือโชอินนึกชังชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าชนชั้นปกครอง โดยเฉพาะกลุ่มโชกุนและผู้ติดตามทั้งหลายที่โชอินมีความรู้สึกว่ามักใช้ชีวิตอย่างหรูหราและเห็นแก่ตัวโดยไม่คิดที่จะพัฒนาประเทศ ยิ่งเห็นการกดขี่ผู้น้อยด้วยแล้วโชอินยิ่งคิดจะกำจัดบุคคลเหล่านี้เสียให้หมดแล้วเปลี่ยนประเทศเสียใหม่

 

เพราะถือว่านี่ไม่ใช่การดำเนินชีวิตภายใต้หลักบูชิโดที่แท้จริง เพราะไม่เคารพในหลักศีลธรรมจริยธรรมเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเชื่อว่าผู้ปกครองเหล่านี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ชาติได้ เมื่ออายุครบ 20 ปีโชอินจึงเดินทางท่องโลกกว้างนอกโรงเรียนโดยคาดหวังว่าจะได้พบกับผู้ที่เหมาะสมจะมานำชาติให้รุ่งเรืองและร่วมยกย่องเชิดชูสมเด็จพระจักรพรรดิไม่ให้อยู่ภายใต้เงาแห่งโชกุนอีกต่อไป โชคชะตานำพาให้โชอินได้รู้จักกับ “ซาคุมะ โชซัน” และ “โยโกอิ โชนัน” คุยกันไปมาจนโชอินรู้สึกได้ว่าแนวความคิดของเขาถูกขยายกว้างขึ้นโดยชายสองคนนี้ ในขณะที่เพื่อนใหม่ก็แนะนำให้โชอินลองเรียนรู้วิทยาการสมัยใหม่ของชาติตะวันตกดูบ้าง เพื่อนำความรู้ที่ต่างออกไปมาพัฒนาในสิ่งที่โชอินต้องการ

 

ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ญี่ปุ่นถูกกดดันให้เปิดประเทศหลังจากที่ปิดไปโดยโชกุน “โตกุกาวะ อิเอะมิสึ” (Tokugawa Iemitsu) และห้ามชาวญี่ปุ่นออกจากประเทศเด็ดขาด ใครฝ่าฝืนเป็นอันไม่ต้องหายใจต่อแน่นอนแต่ในระหว่างที่กองทัพเรือจากอเมริกาเข้าเทียบท่าและเพิ่มระดับการกดดันขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ฝั่งญี่ปุ่นก็สร้างเรือรบขึ้นมาต้าน แต่โชอินกลับแอบเข้าไปเจรจากับชาวอเมริกาเพื่อขอหลบลงเรือหนีออกไปต่างแดนด้วยจุดประสงค์ที่ว่าต้องการเดินทางไปเสาะหาความรู้ใหม่ๆ นอกบ้านเพื่อกลับมาพัฒนาชาติ แต่แล้วก็ฝันสลายเพราะถูกจับได้เสียก่อน จากที่จะไปเมืองนอกก็กลายเป็นต้องคุมขังไปโดยปริยายพร้อมทั้งถูกกักบริเวณห้ามออกนอกประเทศโดยเด็ดขาด

 

นั่นยังไม่ใช่จุดจบของโชอิน เพราะหลังจากถูกจับกุมไปแล้วเขาก็เริ่มวางแผนจัดแนวทางการเรียนการสอนของตัวเอง มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับกลุ่มเพื่อนใหม่ที่โดนจับมาด้วยกันบ้าง ดังนั้นแม้ว่าความตั้งใจที่จะไปนำความรู้จากต่างประเทศมาสอนคนในชาติเพื่อนำพาญี่ปุ่นให้รุ่งเรืองต้องยุติไปแต่โชอินก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาโชอินก็กลับไปเปิดโรงเรียนเล็กๆ ในพื้นที่ที่เป็นเมืองฮากิในปัจจุบัน ปลูกอาคารไม้หลังเล็กเพื่อใช้เป็นสถานที่เล่าเรียน และนักเรียนที่สนใจเข้ามาเรียนกับโชอินก็ล้วนเป็นกลุ่มคนที่มีความต้องการสร้างชาติด้วยกันทั้งสิ้น แนวความคิดของโชอินเน้นไปที่การสร้างชาติ สร้างคนเพื่อการเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศให้แข็งแกร่ง มีเอกภาพ

 

ผู้นำที่ดี มีสมเด็จพระจักรพรรดิเป็นประมุข และเปิดประเทศติดต่อค้าขายกับชาวโลกเพื่อการพัฒนาชาติในภายภาคหน้าโดยไม่ลืมระมัดระวังอันตรายจากการเปิดประตูต้อนรับชาวตะวันตก โชอินคิดเพียงว่าการนำวิทยาการความรู้จากตะวันตกมาศึกษาก็เพื่อไม่ให้ในภายภาคหน้าญี่ปุ่นต้องตกเป็นชาติที่ถูกกดขี่และเอาเปรียบ รูปแบบการเรียนการสอนเป็นไปในรูปแบบล้อมวงคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งเป็นลักษณะการเรียนการสอนที่ค่อนข้างทันสมัย แต่แนวคิดของโชอินกลับสวนทางกับโชกุนและบรรดาขุนนางทั้งหลาย ซึ่งแน่นอนว่าในสายตาคนเหล่านี้โชอินคือกบฏดีๆ นี่เอง

 

น่าเสียดายที่โชอินสานฝันไม่สำเร็จ ร้ายยิ่งกว่านั้นคือเขาถูกกักบริเวณและห้ามทำการเรียนการสอนอีกต่อไป ท้ายที่สุดก็ถูกกุมตัวไปประหารชีวิตด้วยข้อหาท้าทายต่ออำนาจปกครองและซ่องสุมกำลังเพื่อก่อกบฏทั้งที่นักเรียนของโชอินนั้นมีเพียงไม่กี่คน เขาจบชีวิตลงด้วยวัย 29 ปีเท่านั้น แต่ก็ทำให้เกิดบุคลากรที่ช่วยสืบสานแนวความคิดของเขาต่อไปจนภายหลังขบวนการโค่นล้มโชกุนก็สำเร็จ เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของญี่ปุ่นในที่สุด และหนึ่งในลูกศิษย์ของเขาก็ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของญี่ปุ่น นั่นคือ “อิโต ฮิโระบุมิ” (Ito Hirobumi)


ทุกวันนี้ทางการเมืองฮากิยังคงเก็บรักษาอาคารโรงเรียนของโชอินไว้เป็นอย่างดี ใกล้กันเป็นบ้านพักของเขาซึ่งเป็นสถานที่ที่ถูกกักบริเวณก่อนจะถูกประหารชีวิต สิ่งที่ทำให้โชอินถูกจารึกชื่อในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมาถึงปัจจุบันก็คือการเป็นนักคิด นักปรัชญา นักปฏิรูป นักพัฒนา ทั้งยังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์เชิดชูเกียรติเพื่อการระลึกถึงชายผู้เป็นต้นคิดแห่งการพัฒนาประเทศจนสร้างรากฐานได้แข็งแรงและทำให้ญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจุบันนี้

 

10 กุมภาพันธ์ 2017

ผู้ชม 395 ครั้ง