ดูบทความEbisugahana Shipyard อู่ต่อเรือเอบิสึกาฮานะ

Ebisugahana Shipyard อู่ต่อเรือเอบิสึกาฮานะ

หมวดหมู่: HIGHLIGHT /ไฮไลท์

 

อยากเรียกว่าเป็นดินแดนแห่งสมบัติชาติของญี่ปุ่นเลยทีเดียวเพราะสถานที่ในยามากุจิที่เราจะแนะนำต่อไปนี้บอกเล่าความเป็นมาในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นได้ดี และตั้งอยู่ใน “เมืองฮากิ” (Hagi) เมืองที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของอดีตในยุคแห่งการแบ่งชนชั้นศักดินาจนต้องขอเล่าเสียหน่อยว่ายุคนั้นเหล่าขุนนางซามูไรตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองนี้แน่นไปหมด ขุนนางชั้นสูงหรือพ่อค้าผู้มีฐานะหน่อยบ้านก็หลังใหญ่ไปตามตำแหน่ง

 

เรื่อยมาถึงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองฮากิที่รอดพ้นภัยทางอากาศมาได้ก็ฟื้นฟูพัฒนาบ้านเมืองมาตลอด รักษาศิลปวัฒนธรรมของตัวเองโดยเฉพาะงานปั้นดินเผาที่ถือเป็นสินค้าขึ้นชื่อในทุกวันนี้ควบคู่ไปกับอีกด้านหนึ่งที่ยังคงอนุรักษ์แนวบ้านเก่าของเหล่าซามูไรไว้อย่างดี ทำให้ยุคเอโดะและยุคปัจจุบันดูเหมือนจะไม่ห่างกันเลยแม้จะมีบ้านหลายหลังปรับเปลี่ยนไปบ้างเพื่อการค้าขายและดัดแปลงเป็นร้านอาหาร


ทีนี้จุดที่เราจะชวนคุณผู้อ่านมาชมก็คือ “อู่ต่อเรือเอบิสึกาฮานะ” (Ebisugahana Shipyard) ที่อาจดูเหมือนไม่มีอะไรนักสำหรับผู้ที่ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่ถ้าลองได้ฟังเรื่องราวของอู่ต่อเรือแห่งนี้จะรู้เลยว่ามีความสำคัญมาก ประวัติเขาเล่าว่าหลังสิ้นสุดการนองเลือดในเหตุการณ์ “กบฏชิมาบาระ” (Shimabara Rebellion) ซึ่งก่อตัวขึ้นจากกลุ่มชาวญี่ปุ่นที่นับถือศาสนาคริสต์ ทำให้โชกุนลำดับที่ 3 แห่งตระกูลโตกุกาวะนามว่า “โตกุกาวะ อิเอะมิสึ” (Tokugawa Iemitsu) ออกกฎหมายปิดประเทศเป็นลำดับขั้นจากน้อยไปหามากรวมแล้ว 5 ฉบับนับตั้งแต่ปี 1633-1638 จบ 5 ปีนี้ก็เป็นอันสรุปว่าญี่ปุ่นปิดประเทศไม่ยุ่งเกี่ยวกับชาติใดนับแต่นั้นมา


ญี่ปุ่นไม่ได้มาเล่นๆ ไม่ได้คิดจะปิดประเทศกันชั่วครั้งชั่วคราว แต่ปิดประตูบ้านกันนานกว่า 200 ปี ไม่เปิดรับชาวต่างชาติและไม่อนุญาตให้คนในชาติออกนอกประเทศ ใครขัดขืนต้องตายสถานเดียว แต่แล้วก็จำยอมเปิดประเทศจากการกดดันของสหรัฐอเมริกาที่ยกกองเรือรบเข้ามาบีบบังคับสารพัดโดยให้เหตุผลชักชวนให้มาร่วมค้าขายเช่นประเทศอื่นๆ เขาทำกัน

 

“โตกุกาวะ โยชิโนบุ” (Tokugawa Yoshinobu) โชกุนลำดับที่ 15 ของตระกูลที่เห็นว่าการเปิดเส้นทางเชื่อมต่อกับชาวโลกซึ่งมีอยู่ก่อนที่ท่าเรือในเมืองนางาซากิก็เพียงพอแล้วจึงแสดงการต่อต้านคำเชิญชวนนี้ด้วยการสั่งต่อเรือรบลำใหญ่เพื่อให้ชาวตะวันตกเห็นถึงศักยภาพคล้ายประกาศก้องว่าไม่ยินยอมตามนั้นแม้ที่ผ่านมาจะเคยสร้างกันแต่เรือสินค้า ปี 1856 จึงเกิดอู่ต่อเรือเรือเอบิสึกาฮานะขึ้น ตามมาด้วยเรือรบ 2 ลำ คือ “เฮชินมารุ” (Heishin Maru) ที่สร้างในปีเดียวกันด้วยเทคโนโลยีรัสเซีย และ “โคชินมารุ” (Koshin Maru) สร้างด้วยเทคโนโลยีฮอลันดาในปี 1860 แต่สุดท้ายเรือรบญี่ปุ่นก็สู้กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาไม่ได้อยู่ดี เรือพังย่อยยับและลงเอยที่การเซ็นสัญญาเปิดประเทศในปี 1868 และระบบโชกุนในแผ่นดินญี่ปุ่นที่มีอำนาจเหนือสมเด็จพระจักรพรรดิก็จบสิ้นลงเหมือนกัน


การมาชมอู่ต่อเรือเอบิสึกาฮานะในวันนี้คือการได้ชมพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เคยมีความสำคัญมากในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชาติญี่ปุ่น ทุกวันนี้หากได้เข้ามาในบริเวณอู่ต่อเรือเรามักจะได้ยินเสียงเครื่องจักรในการขุดเจาะพื้นที่บริเวณนี้ซึ่งก็คือการดำเนินงาน “ค้นหาอดีต” ที่อาจจะมีหลงเหลือให้ได้พบเจอ ตลอดแนวท่าเรือจะมีป้ายแสดงเรื่องราวประวัติความเป็นมาให้นักท่องเที่ยวได้อ่านเพื่อทำความรู้จักกับสถานที่แห่งนี้ให้มากขึ้น มองเห็นเสาผูกเรือขนาดใหญ่อยู่ริมท่า เห็นซากอู่เรือเก่าบนลานโล่งที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต และอู่ต่อเรือแห่งนี้คือหนึ่งในห้าของสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปในปี 2015

10 กุมภาพันธ์ 2560

ผู้ชม 473 ครั้ง