ดูบทความTokyo Fanclub ครั้งที่ 3

Tokyo Fanclub ครั้งที่ 3

หมวดหมู่: REVIEW /รีวิว

Shimokitazawa

ทริปนี้เริ่มต้นกันที่สนามบินฮาเนดะก่อนที่แก๊งต่างวัยทั้งสี่คนของเราจะเดินทางเที่ยวกันทันทีด้วยรถไฟจาก “สถานีรถไฟชินจูกุ” (Shinjuku Station) ด้วยเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้นก็ถึง “สถานีรถไฟชิโมคิตะซาวะ” (Shimokitazawa Station) และได้พบกับ “ชิโมคิตะซาวะ” (Shimokitazawa) ย่านท่องเที่ยวที่เหมือนเกิดขึ้นเพื่อบรรดาฮิปสเตอร์โดยเฉพาะ เป็นย่านยอดนิยมของวัยรุ่นวัยเฟี๊ยว

ย่านนี้นอกจากจะมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายสินค้าที่ระลึกและร้านขายเสื้อผ้าแล้วก็ยังมิวสิกฮอลล์เล็กๆ ให้ศิลปินนักร้องได้แวะเวียนเข้ามาเปิดมินิคอนเสิร์ตหรือการแสดงต่างๆ มีการจัดแสดงและขายงานศิลปะสำหรับผู้สนใจ แต่ที่ชวนกรี๊ดมากก็คือร้านขายเสื้อผ้ามือสองที่ชาวต่างชาตินิยมมาก เพราะรู้กันดีว่าเสื้อผ้ามือสองของญี่ปุ่นมีคุณภาพ เจ้าของเดิมอาจสวมใส่แค่ไม่กี่ครั้ง บ้างก็ซื้อเก็บไว้ยังไม่ได้ใช้เลย เมื่อนำมาขายคุณภาพจึงเหมือนใหม่ น่าซื้อและราคาไม่แพง

 

Yomiuri Land

“โยมิอุริแลนด์” (Yomiuri Land) อาณาจักรความสนุกบนพื้นที่กว้างใหญ่ขนาด 370,000 ตารางเมตร ถ้าเทียบความกว้างใหญ่นี้ให้คุณผู้อ่านเห็นชัดๆ ว่าประมาณ 74 สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานก็จะรู้ได้ถึงความอลังการโยมิอุริแลนด์ว่ามีมากแค่ไหน แต่เชื่อว่าคนไทยรู้จักที่นี่น้อยมาก เดินเที่ยวกันนานสองนานก็ไม่เจอคนไทย และก็ยังสงสัยอยู่ว่าโยมิอุริแลนด์ซ่อนตัวอยู่ได้อย่างไรเราจึงไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทั้งที่ก่อตั้งมาตั้งแต่เมื่อกว่า 50 ปีที่แล้ว

และเพราะเรามาเที่ยวโยมิอุริแลนด์กันในช่วงปลายปีจึงมีโอกาสได้พบกับต้นคริสต์มาสที่สูงถึง 27 เมตรและสูงกว่าต้นไม้ทุกต้นที่นี่ เป็นเหมือนเทพธิดาแห่งคริสต์มาส ดวงไฟเหล่านี้จะเปิดไฟเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ซึ่งในแต่ละปีช่วงเวลาจัดกิจกรรมก็จะไม่ตรงกัน แต่ก็จะอยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ช่วงกลางวันก็สามารถเที่ยวที่โยมิอุริแลนด์ได้เพียงแต่ดวงไฟยามค่ำคืนจะสวยกว่า และเราสามารถเลือกนั่งกระเช้าขึ้นไปชมวิวมุมสูงได้ทั่วพื้นที่ มองเห็น
น้ำพุเต้นระบำสูง 15 เมตรและยาวถึง 60 เมตร มีเสียงเพลงทั่วบริเวณ ส่วนกิจกรรมโดยส่วนใหญ่ภายในโยมิอุริแลนด์ คือการเป็นสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นในระดับความตื่นเต้นที่ต่างกันไปตั้งแต่ม้าหมุนจนถึงรถไฟเหาะตีลังกา

 

 

The Lock-Up

“The Lock-Up” ร้านอาหารบนชั้น 7 ของอาคารที่สร้างบรรยากาศ
ให้ร้านเต็มไปด้วยความระทึกขวัญกับรูปแบบการต้อนรับลูกค้าที่แหวกแนวและตื่นเต้นไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน จะว่าเหมือนเข้ามานั่งกินข้าวในบ้านผีสิงก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นห้องขังก็ไม่เชิง แต่ได้ความรู้สึกตื่นเต้นและสนุกที่ต้องคอยเหลียวซ้ายแลขวาตลอดเวลาแต่อาหารและเครื่องดื่มนั้นอร่อยมาก เพียงแต่เมนูต่างๆ จะเสิร์ฟมาในรูปแบบของอาหารและเครื่องดื่มในภาชนะที่เป็นเครื่องแก้ววิทยาศาสตร์ มีมีดมีอาวุธเสียบมาพร้อมอวัยวะและชิ้นส่วนของมนุษย์ที่ล้วนแต่เป็นอาหารกินได้ทั้งนั้น เจอเครื่องดื่มเสิร์ฟมาในถุงเลือดก็มีอึ้งกันไปเป็นแถวๆ ยอมรับว่าแนวคิดดีมาก ชวนหลอนตั้งแต่เดินผ่านหน้าประตูร้านเข้ามาและเดินจนถึงโต๊ะอาหารที่แยกออกเป็นสัดส่วนในห้องของแต่ละกลุ่มลูกค้าที่ทำให้เราต้องลุ้นตลอดทางว่าเราจะได้พบกับอะไรบ้าง

 Mount Takao

“ภูเขาทาคาโอะ” (Mount Takao) แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหนึ่งในโตเกียวที่สวยสดชื่นตลอดปีเพราะเป็นภูเขาที่มีแนวป่าหนาแน่นซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับการเดินป่าและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ๋งกว่านั้นคือมีจุดชมวิวที่จะเห็นโตเกียวได้ทั้งเมือง และครั้งนี้เราเดินทางมาในช่วงเดือนธันวาคมที่ยังพอมีทิวใบไม้เปลี่ยนสีสวยๆ ให้ชมอยู่บ้าง เชื่อว่าหากเป็นพฤศจิกายนจะต้องอลังการที่สุดหนึ่งในโตเกียวแน่นอน

 

Yakuo-In Temple

“วัดยาคุโอะอิน” (Yakuo-In Temple) วัดเก่าแก่ที่สร้างตั้งแต่ในปี 1729 และติดอันดับ 1 ใน 3 ของวัดที่ได้รับเคารพนับถือมากในแถบคันโต และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อกันว่าจะให้พรด้านสุขภาพปัดเป่าโรค อาคารหลักของวัดที่อยู่ด้านหน้าสุดและเราจะได้เจอเป็นอาคารแรกที่เข้ามาภายในวัดเป็นอาคารเก่าที่สร้างในปี 1901 ส่วนอาคารหลังอื่นๆ ก็จะตั้งอยู่ลึกเข้าไปในตัววัดและได้รับการบูรณะเรื่อยมา ที่ถือว่าเป็นพระเอกของพื้นที่แถบนี้ก็ต้องเป็น “เทงงู” (Tengu) ที่คนต่างชาติมักคิดว่าเป็นตัวแทนของปิศาจเพราะหน้าตาที่น่ากลัว แต่สำหรับชาวญี่ปุ่นเทงงู คือเทพเจ้าผู้คุ้มครองให้ปลอดภัย

 

Zauo Fishing Restaurant

การที่เราวนเวียนเที่ยวอยู่ในย่านชินจูกุ ทำให้ได้เสาะหาแหล่งกินแหล่งเที่ยวได้เยอะมาก แต่ที่ “Washington Hotel Shinjuku” เราได้พบกับ “ร้านซาอุโอะ” (Zauo Fishing Restaurant) ร้านอาหารที่ทั้งอาหารอร่อยและมีกิจกรรมให้สนุกกันด้วย นั่นคือการตกปลาเพื่อจะนำปลาที่ตกได้ด้วยฝีมือตัวเองส่งไปให้เชฟปรุงเป็นเมนูต่างๆ ตามที่เราเลือก โดยที่ทางร้านจะมีเบ็ดให้ใช้ฟรีโดยที่เราต้องเสียค่าเหยื่อตกปลาในราคา 108 เยน ในบ่อก็จะมีทั้งปลาและกุ้งที่เราก็เลือกไม่ได้ว่าชนิดไหนจะหลงมากินเหยื่อเรา

 

Ameshin

“อะเมชิน” (Ameshin) ร้านที่เชี่ยวชาญในการประดิษฐ์ลูกอมน้ำตาลให้เป็นรูปร่างต่างๆ ภายในมีพื้นที่ให้ลองปั้นเองได้ด้วยโดยมีพี่เลี้ยงช่วยแนะนำตั้งแต่เราเริ่มหยิบเอาก้อนน้ำตาลเหนียวๆ ที่ถูกหลอมอยู่บนเตาอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส มาถึงมือเราก็เหลือประมาณ 70 องศาเซลเซียสพอให้ปั้นได้ไม่ร้อนจัด แต่ต้องรีบปั้นเพราะน้ำตาลจะแข็งตัวเร็วเหลือเกิน ส่วนจะปั้นออกมาเป็นรูปอะไรก็ต้องแล้วแต่ฝีมือของแต่ละคน

 

Tokyo Cruise

ทีนี้ก็ชวนกันมาล่องเรือ “โตเกียว ครุยส์” (Tokyo Cruise) ชมวิวทางน้ำของโตเกียวตลอด 50 นาทีโดยเริ่มต้นลงเรือ “ฮิมิโกะ” (Himiko) กันจากท่าเรือย่านอาซากุสะ และไปเทียบท่ากันที่ท่าเรือโอไดบะ ค่าเรือ 1,560 เยนสำหรับเที่ยวเดียวแต่ได้ชมโตเกียวกันคุ้มๆ จากภายในเรือฮิมิโกะซึ่งถือเป็นเรือแห่งอนาคตโดยแรงบันดาลใจจากการ์ตูนเรื่อง “Galaxy 999” ผลงานของ “Leiji Matsumoto” และยังใช้เสียงพากษ์ตัวละครในการ์ตูนเรื่องนี้มาเป็นเสียงอธิบายสถานที่ต่างๆ ในระหว่างเรือแล่นไป โดยเรือฮิมิโกะจะให้บริการวันละ 4-5 รอบ ห่างกันรอบละ 2-3 ชั่วโมง และภายในเรือจะกว้างขวางจนทำให้มีพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมได้ทั้งแต่งงานหรืออีเวนท์ต่างๆ รวมทั้งหากเป็นช่วงเทศกาลชมซากุระหรือเทศกาลชมดอกไม้ไฟก็จะมีการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมด้วย

 

 

Nezu Shrine

โปรแกรมท้ายๆ ของทริปเราไปชม “ศาลเจ้าเนซึ” (Nezu Shrine) ศาลเจ้าเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 1900 ปีที่แล้วบนเขตพื้นที่เมือง “เซ็นดางิ” (Sendagi) ก่อนที่โชกุนโตกุกาวะ สึนะโยชิ ซึ่งเป็นโตกุกาวะรุ่นที่ 5 แห่งยุคเอโดะ ได้ทำการย้ายศาลเจ้ามาที่เมืองเนซึในปี 1706 ศาลเจ้าสวยงามด้วยเสาโทริอิที่นอกจากจะมีเสาโทริอิทางด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าตามธรรมเนียมแล้วทางด้านหลังศาลเจ้าก็ยังมีโทริอิเล็กๆ ยาวเรียงต่อกันให้เราเดินลอดผ่านได้ นอกจากนี้ศาลเจ้าเนซึยังเป็นจุดชมใบไม้สีเหลืองของต้นแปะก๊วยที่สวยงามมากมาย

13 มีนาคม 2017

ผู้ชม 968 ครั้ง