ดูบทความชวนเที่ยวไอจิ ดินแดนภาคกลางของญี่ปุ่น

ชวนเที่ยวไอจิ ดินแดนภาคกลางของญี่ปุ่น

หมวดหมู่: REVIEW /รีวิว

 

ชวนเที่ยวไอจิ

ดินแดนภาคกลางของญี่ปุ่น
เรื่องและภาพโดย : พิมเพ็ญ ปิยวนิชพงษ์

 

“ไอจิ” (Aichi)

“ไอจิ” (Aichi) หนึ่งในจังหวัดเด่นของภูมิภาคชูบุ และเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติชูบุเซ็นแทรร์ (Chubu Centrair International Airport) ประตูเปิดสู่ภาคกลางของญี่ปุ่นที่มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจชวนให้หลงใหลไปกับวัฒนธรรมเก่าและสภาพธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ในขณะเดียวกันส่วนของสนามบินชูบุเซนแทรร์ก็ถูกสร้างขึ้นอย่างทันสมัยยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้สนามบินในภูมิภาคอื่นเลย ครั้งนี้จึงต้องออกตัวตั้งแต่ต้นทางเลยว่าภูมิใจนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดไอจิเป็นอย่างมาก ที่เที่ยวมีเยอะจนต้องขอนำมาเล่าต่อ

 

 

 Tokoname 

“เส้นทางเครื่องปั้นดินเผา” (Pottery Trails)

 

“INAX Museums”

 

“INAX Tile Museum”

การเดินทางครั้งนี้หลังจากเครื่องบินแตะรันเวย์สนามบินชูบุเซ็นแทรร์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองนาโกย่า ของจังหวัดไอจิเป็นที่เรียบร้อยแล้วเรานั่งรถยนต์ต่อไปอีกประมาณ 10 นาทีก็ถึงจุดหมายแรกที่ “เมืองโทโคนาเมะ” (Tokoname) เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องปั้นดินเผามานมนานนับแต่อดีต เรื่อยมาจนปัจจุบันก็ยังมีการอนุรักษ์ความเป็นเมืองแห่งเครื่องปั้นดินเผาที่ว่านี้เอาไว้และเราจะเห็นถึงความเป็นมาของมรดกชาติชิ้นนี้ได้ชัดเจนมากใน “เส้นทางเครื่องปั้นดินเผา” (Pottery Trails) ที่จะพาเราลัดเลาะไปตามเนินเขา ผ่านหมู่บ้านและโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาเก่าแก่โดยที่ไฮไลท์เด่นสุดที่กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของที่นี่จะเป็นกำแพงสองข้างทางที่ตกแต่งด้วยเครื่องปั้นดินเผาโบราณและปูพื้นด้วยกระเบื้องยุคโชวะซึ่งปัจจุบันนี้แทบหาชมได้ยากมาก อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญของเมืองโทโคนาเมะก็คือ “มาเนะกิเนะโกะ” หรือ “แมวกวัก” (Manekineko) มาถึงเมืองนี้เราจะเห็นว่ามีรูปปั้นแมวกวักอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะบนเนินเขาฟากทิศเหนือของเมืองจะมีมาเนะกิเนะโกะตัวใหญ่ตั้งอยู่ที่แม้จะมีแค่ส่วนหัวแต่ก็มีความสูงถึง 3.8 เมตร และกว้าง 6.3 เมตร ใหญ่โตมากเลยทีเดียว และหากนักท่องเที่ยวอยากรู้เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตกระเบื้องให้มายิ่งขึ้นในบริเวณนี้ยังมี “INAX Museums” พิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับกระเบื้องตั้งแต่วัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิต และกระเบื้องในรูปแบบต่างๆ ของโทโคนาเมะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังได้รวบรวมกระเบื้องหลากสไตล์จากทั่วโลกมาจัดแสดงเอาไว้ในส่วนของ “INAX Tile Museum” ด้วย ส่วนใครที่อยากลงมือประดิษฐ์ของที่ระลึกชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากกระเบื้องสวยๆ ที่นี่ก็มีเวิร์กชอปให้ทดลองฝีมือเช่นกัน

 

 

 Aiya Nishio 
Matcha Green Tea Museum-Waku Waku

“พิพิธภัณฑ์ไอยะ นิชิโอะ มัทชะ กรีนที” (Aiya Nishio Matcha Green Tea Museum)

เราข้ามมาที่เมืองนิชิโอะ (Nishio) เพื่อชมแหล่งผลิตชาเขียวอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นที่ “พิพิธภัณฑ์ไอยะ นิชิโอะ มัทชะ กรีนที” (Aiya Nishio Matcha Green Tea Museum) ซึ่งจัดพื้นที่โรงงานหลักผลิตชาเขียวนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงขั้นตอนการผลิตชาเขียวตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงขั้นตอนการบดจนได้เป็นผงชาเขียวคุณภาพดี ภายในยังมีโซนเวิร์กชอปให้ได้ลองบดใบชาเขียวด้วยเครื่องบดเฉพาะของที่นี่ เราสามารถทดลองผสมชาเขียวหลายพันธุ์ให้ได้รสชาติตามความชอบได้ และยังมีร้านค้าที่รวมผลิตภัณฑ์จากชาเขียวให้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านอีกด้วย

 

 

 Laguna Ten Bosch 

“ลากูน่า เทน บอช” (Laguna Ten Bosch)

 

“Flower Lagoon”

 

“Henn Na Hotel”

และก็ต้องไม่พลาดเข้าชมธีมปาร์กขนาดใหญ่ที่ “ลากูน่า เทน บอช” (Laguna Ten Bosch) ที่เป็นทั้งสวนสนุกรวมเครื่องเล่นหลากชนิดทั้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ เป็นสวนน้ำที่เปิดให้บริการในช่วงหน้าร้อน เป็นสวนดอกไม้ “Flower Lagoon” ที่จัดพื้นที่ให้เป็นสวนสวยด้วยดอกไม้หลายสายพันธุ์และมีการเล่นแสงไฟในช่วงกลางคืนที่จะยิ่งสวยมากขึ้นไปอีก แต่ที่จัดว่าเป็นไฮไลท์ก็คือมีการจัดแสดงแสงสีอิลลูมิเนชั่นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะในบริเวณสระน้ำที่เนรมิตได้เหมือนพระราชวังแห่งแสงสีฟ้าสวย ถ้าได้เดินลึกเข้าไปถึงบริเวณริมทะเลก็จะพบกับ “เฟสติวัลมาร์เก็ต” (Festival Market) ห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมๆ ให้เดินช้อปปิ้งกันเพลินๆ พร้อมมีศูนย์อาหารที่เน้นอาหารทะเลทั้งประเภทอาหารสดและแบปรุงสำเร็จให้เลือกกันได้ตามใจชอบ ในบริเวณลากูน่า เทน บอชยังเป็นที่ตั้งของ “Henn Na Hotel” โรงแรมที่มีครอบครัวหุ่นยนต์ไดโนเสาร์คอยให้บริการทั้งต้อนรับและเช็กอินโดยที่ลูกค้าสามารถสอบถามและพูดคุยกับหุ่นยนต์ได้สะดวกไม่ว่าจะใช้ภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษ แม้กระทั่งในห้องพักก็ยังสามารถออกคำสั่งด้วยเสียงในการเปิดปิดไฟและใช้งานโทรทัศน์ได้สะดวกและชวนให้รู้สึกสนุกสนานมาก

 

 

 Futagawa Shuku Honjin Museum 

“พิพิธภัณฑ์ฟุตากาวะ-ชูคุ ฮอนจิน” (Futagawa Shuku Honjin Museum)

ที่เมืองโทโยฮาชิ (Toyohashi) เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการเดินทางของชาวญี่ปุ่นในยุคเอโดะที่ “พิพิธภัณฑ์ฟุตากาวะ-ชูคุ ฮอนจิน” (Futagawa Shuku Honjin Museum) ซึ่งดัดแปลงมาจากอาคารที่เคยเป็นโรงแรมที่พักของไดเมียวแห่งเอโดะมาก่อน โรงแรมนี้ตั้งอยู่ในเส้นทางโทไกโดที่เชื่อมต่อระหว่างเอโดะ (โตเกียวปัจจุบัน) กับโอซาก้าและเกียวโต โดยตัวโรงแรมนั้นกว้างขวางพร้อมรองรับทั้งไดเมียวและผู้ติดตามพร้อมด้วยสัมภาระจำนวนมากได้สบาย ส่วนอาคารหลังติดกันที่เห็นจะเป็น “ฮาตะโกยะ-เซย์เมย์ยะ” (Hatagoya-Seimeiya) โรงแรมสำหรับกลุ่มพ่อค้าและคนทั่วไปที่แม้ไม่หรูหรายิ่งใหญ่เท่าฟุตากาวะแต่ก็น่าสนใจและถือเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นชั้นเยี่ยมเช่นกัน

 

 

 Gamagori Orange Park 

“สวนส้มกามาโกริ” (Gamagori Orange Park)

เป็นอีกกิจกรรมที่น่าสนใจและติดอันดับยอดนิยมอยู่เสมอสำหรับการเก็บผลไม้ซึ่งจังหวัดไอจิที่มากด้วยของดีก็ยังมีผลไม้ตามฤดูกาลให้ได้ลิ้มลองกันด้วย ในเมือง “กามาโกริ” (Gamagori) ที่ขึ้นชื่อเรื่องส้มหวานพันธุ์ดีจะมีสวนที่เปิดให้เข้าไปชิมส้มสดๆ จากต้นซึ่งครั้งนี้เราไปกันที่ “สวนส้มกามาโกริ” (Gamagori Orange Park) สวนส้มขนาดใหญ่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเก็บส้มกันได้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม สนนราคาอยู่ที่คนละ 1,200 เยน สามารถเก็บและชิมส้มจากต้นได้แบบไม่จำกัดเวลา ไม่ต้องกลัวเรื่องสารเคมีเพราะเขารับประกันเรื่องความสะอาดและปลอดภัย แถมจะเก็บส้มกลับบ้านอีกคนละตะกร้าก็ไม่มีใครว่า

 

 

 Obara Shikizakura 

“เทศกาลดอกซากุระสี่ฤดู” (Obara Shikizakura)

สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเที่ยวไอจิในช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็คือการชม “เทศกาลดอกซากุระสี่ฤดู” (Obara Shikizakura) ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ช่วงนี้ทั่วบริเวณหุบเขาเมืองโอบาระ (Obara) จะเต็มไปด้วยซากุระดอกเล็กสีชมพูอ่อนสายพันธุ์ “ชิกิซากุระ” (Shikizakura) แซมด้วยสีแดงและส้มของใบเมเปิ้ลที่กำลังเปลี่ยนสี โดยดอกชิกิซากุระนี้จะบานในฤดูใบไม้ผลิเมษายนครั้งหนึ่งและช่วงเดือนพฤศจิกายนอีกครั้งหนึ่งให้เราได้ชมกัน 2 ครั้งต่อปี ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและงดงามของเมืองโอบาระแห่งนี้

 

 

 Korankei 

“สะพานไทเก็ตสึเคียว” (Taigetsukyo Bridge)

ชมซากุระเสร็จก็ต้องมาชมไฮไลท์ของฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ “หุบเขาโครังเค” (Korankei) หนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสียอดฮิตของญี่ปุ่น ทันทีที่เข้าสู่เดือนพฤศจิกายนทั่วทั้งภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยต้นเมเปิ้ลกว่า 4,000 ต้น จะเปลี่ยนเป็นสีแดงส้มสวยงามโดยเฉพาะบริเวณริมแม่น้ำโทโมเอะ (Tomoe River) เมื่อเดินข้าม “สะพานไทเก็ตสึเคียว” (Taigetsukyo Bridge) ก็จะยิ่งเห็นถึงความงดงามของใบเมเปิ้ลสีแดงสองข้างทางที่เรียงรายเป็นเหมือนอุโมงค์  เดินตามเส้นทางนี้ไปจะพบกับ “หมู่บ้านซันชูอาสุเกะยาชิกิ” (Sanshu Asuke Yashiki) หมู่บ้านโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ให้เราได้เห็นถึงบ้านโบราณ มีพื้นที่เวิร์กชอปงานฝีมือต่างๆ ทั้งงานสานไม้ไผ่ ย้อมผ้า และทำรองเท้า ช่วงกลางคืนบริเวณหุบเขาโครังเค จะมีการเล่นแสงไฟที่จะได้ความสวยและบรรยากาศที่ต่างไปอีกแบบ แต่รับรองได้ถึงความงดงามชวนประทับใจ สำหรับคนที่สนใจชมใบไม้เปลี่ยนสีที่โครังเคแนะนำให้เลือกเดินทางช่วงเดือนพฤศจิกายนซึ่งใบเมเปิ้ลจะกำลังสาดสีแดงสวยงามมากที่สุด

 

 

 Toyota Automobile Museum 

“พิพิธภัณฑ์รถยนต์โตโยต้า” (Toyota Automobile Museum)

เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ต้องชมให้ได้เมื่อมาถึงไอจิ “พิพิธภัณฑ์รถยนต์โตโยต้า” (Toyota Automobile Museum) สถานที่รวบรวมรถยนต์แบรนด์โตโยต้าตั้งแต่ยุคเริ่มแรกจนถึงปัจจุบันมากถึง 140 คัน จัดแสดงบนอาคาร 3 ชั้นขนาดใหญ่โดยชั้นที่ 1 แรกสุดเข้าไปแล้วจะได้เห็นรถยนต์โตโยต้า AA รุ่นแรกที่สวยสง่าไม่แพ้รถยุคปัจจุบันเลย ชั้นที่ 2 จัดแสดงรถยนต์ทั้งของญี่ปุ่นและจากทั่วโลกตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่เพิ่งเริ่มพัฒนาพาหนะจากรถม้า ก่อนจะวิวัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ ส่วนชั้นที่ 3 จะเป็นรถยนต์ที่ผลิตตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกจนถึงปัจจุบัน รถแต่ละคันแต่ละแบบล้วนมีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไป แต่ก็สวยและมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง เป็นพิพิธภัณฑ์ที่คนรักรถจะต้องเสียใจและเสียดายมากหากไม่ได้เข้าชม

 

 

 Seto 

“พิพิธภัณฑ์มาเนะกิเนะโกะ” (Maneki-Neko Museum)

 

“พิพิธภัณฑ์เซโตะกูระ” (SETO-GURA Museum)

ตอนเหนือของจังหวัดไอจิห่างจากเมืองนาโกย่าไปประมาณ 30 นาทีเป็นที่ตั้งของเมือง “เซโตะ” (Seto) เมืองที่ขึ้นชื่อและโด่งดังในเรื่องของกระเบื้องเซรามิกมาตั้งแต่โบราณ และที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์รวบรวมแมวกวักมาจัดแสดงไว้มากที่สุดในภูมิภาคนี้ด้วยที่ “พิพิธภัณฑ์มาเนะกิเนะโกะ” (Maneki-Neko Museum) ภายในมีแมวกวักตั้งแต่สมัยโบราณที่ทำให้เราเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์การทำแมวกวักของญี่ปุ่นนั้นมีมากว่า 100 ปีแล้ว นอกจากนี้ยังมีแมวกวักจากหลายเมืองหลายภูมิภาคที่แตกต่างกันออกไป มีเวิร์กชอปให้ลองวาดรูปและระบายสีลงบนตุ๊กตาแมวกวักด้วยราคาเพียงแค่ 700 เยน หรือหากต้องการแมวกวักน่ารักๆ กลับบ้านเป็นที่ระลึกก็มีให้เลือกซื้อมากมายหลายแบบ จากพิพิธภัณฑ์แมวกวักเดินไปอีกไม่ไกลจะมี “พิพิธภัณฑ์เซโตะกูระ” (SETO-GURA Museum) ที่เป็นตัวแทนสื่อถึงความเป็นเซโตะได้ดีที่สุด ภายในมีการจำลองสถานที่ให้เป็นธีมของเมืองเซโตะยุคศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่สถานีรถไฟโบราณ มีการจำลองการทำกระเบื้องให้เห็น จัดแสดงงานเซรามิกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันให้ชม รวมทั้งประวัติศาสตร์กว่า 30,000 ปีของเซโตะให้เราได้เรียนรู้กันในพิพิธภัณฑ์ด้วย

 

 

 Inuyama 

“ปราสาทอินุยามะ” (Inuyama Castle)

 

“ศาลเจ้าซังโกะอินาริ” (Sanko Inari Shrine)

 

“ถนนฮอนมาจิ” (Honmachi Street)

มาเที่ยวไอจิหากไม่แวะเมือง “อินุยามะ” (Inuyama) ก็คงเหมือนมาไม่ถึง ที่นี่เป็นเมืองเก่าที่ตั้งของปราสาทโบราณและเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเลย เมื่อมาถึงแล้วเราแวะไปชมแลนด์มาร์กของเมืองซึ่งก็คือ “ปราสาทอินุยามะ” (Inuyama Castle) ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคิโสะ (Kiso River) สูงและโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมือง ตัวปราสาทสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1537 ทำให้เป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ผ่านสงครามมาหลายต่อหลายครั้ง ตัวอาคารสูง 4 ชั้น สร้างจากหินและไม้ สามารถเดินชมภายในปราสาทได้ทุกชั้น โดยชั้นที่ 4 จะมีระเบียงอยู่โดยรอบซึ่งสามารถชมวิวสวยของเมืองอินุยามะได้แบบ 360 องศา  ก่อนออกจากปราสาทเราแวะที่ “ศาลเจ้าซังโกะอินาริ” (Sanko Inari Shrine) บริเวณทางเข้ามีซุ้มโทริอิสีแดงเรียงรายเป็นแนวยาว สัญลักษณ์สำคัญของศาลเจ้าแห่งนี้คือสุนัขจิ้งจอกที่จะเห็นได้ว่ามีรูปปั้นอยู่โดยรอบ ใครอยากขอพรเสริมสิริมงคลเกี่ยวกับความรักหรือความร่ำรวยก็ทำได้เลยศาลเจ้าซังโกะอินาริขึ้นชื่อเรื่องในนี้มาก จากปราสาทจะมีถนนสายประวัติศาสตร์ของเมืองที่สองข้างทางเรียงรายด้วยบ้านและอาคารโบราณ รวมถึงร้านอาหารและร้านขายของบน “ถนนฮอนมาจิ” (Honmachi Street) และหากอยากให้ได้บรรยากาศมากยิ่งขึ้น แนะนำให้แต่งชุดกิโมโนที่จะมีให้เช่าในบริเวณนั้นก่อนออกมาเดินเล่นและถ่ายรูปกันบนถนนสายนี้

 

 

 Komeda’s Coffee 

“ร้านกาแฟโคเมดะ” (Komeda’s Coffee)

และเพื่อให้ได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของไอจิมากขึ้นกว่านี้ก็ต้องลองอาหารเช้าสไตล์นาโกย่าที่ “ร้านกาแฟโคเมดะ” (Komeda’s Coffee) ร้านที่ตกแต่งด้วยไม้และอิฐสีน้ำตาลแดง มีโซฟาที่เข้าชุดกันให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย อาหารเช้าที่ร้านนี้มีให้บริการคือขนมปังปิ้งชิ้นหนาและหลากหลายเมนูไข่ตามแต่ลูกค้าจะเลือก หรือจะเป็นขนมปังพร้อมไอศกรีมก็มี และการเสิร์ฟกาแฟหอมๆ รับเช้าวันใหม่ก็ถือเป็นสูตรสำเร็จของร้านนี้

 

 

 Nittaiji Temple 

“วัดนิตไทจิ” (Nittaiji Temple)

ในเขตเมืองนาโกย่าเราได้พบกับวัดที่มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างมาก “วัดนิตไทจิ” (Nittaiji Temple) ตัววัดโล่งและกว้าง มีห้องโถงหลังใหญ่และเจดีย์เป็นสัญลักษณ์เด่น เดินเข้าชมใกล้ๆ จะเห็นได้ว่าด้านหน้าโบสถ์มีอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ตั้งอยู่ เนื่องจากได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานภายในวัดแห่งนี้เมื่อปี 1900 ด้วยพระราชประสงค์ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชาวพุทธในญี่ปุ่น  นอกจากนี้เรายังได้ชมพระพุทธรูปสีบรอนซ์ทอง “พระพุทธศากยมุนี” และยังจารึกพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไว้เหนือเพดานอาคารวัดจากการที่ทั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนและสักการะ บรมสารีริกธาตุภายในวัดแห่งนี้ด้วย

 

 

 Toyota Commemorative Museum
of Industry and Technology

“พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโตโยต้า”
(Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology)

ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรม นาโกย่าเลยมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจด้านอุตสาหกรรมอยู่หลายแห่ง แต่หนึ่งในนั้นที่โดดเด่นมากเห็นจะเป็น “พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโตโยต้า” (Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology) ภายในอาคารอิฐสีแดงที่เรียงเป็นแถวนั้นคือพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในเครือโตโยต้าขนาดใหญ่ที่มีการจัดแสดงไล่ไปตั้งแต่ประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มก่อตั้งบริษัท มีโมเดลของโรงงานในสมัยยุคก่อนให้ชม ในห้องโถงกว้างจัดแสดงเครื่องจักรในการทอผ้าที่เป็นอุตสาหกรรมหลักในช่วงแรกของโตโยต้า เราได้เห็นเครื่องจักรตั้งแต่รุ่นทอด้วยมือ พร้อมแสดงการทำงานของเครื่องแต่ละรุ่น ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นจนเป็นแบบอัตโนมัติในปัจจุบัน  จากอุตสาหกรรมทอผ้าเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคของคุณคิอิจิโร่ โทโยดะ (Kiichiro Toyoda) ปี 1937 มีการจัดแสดงตั้งแต่ยุคริเริ่มหล่อชิ้นส่วนรถ การประกอบ และจัดแสดงรถโตโยต้าตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นปัจจุบัน รวมถึงรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวให้เราได้ชมกันด้วย

 

 

 SCMAGLEV and Railway Park 

“พิพิธภัณฑ์การรถไฟญี่ปุ่น” (SCMAGLEV and Railway Park)

บริเวณริมชายฝั่งทะเลเมืองนาโกย่ามีอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมาก “พิพิธภัณฑ์การรถไฟญี่ปุ่น” (SCMAGLEV and Railway Park) ที่นอกจากจะมากด้วยข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟญี่ปุ่นแล้ว บริเวณชั้น 1 ได้ยกขบวนรถไฟตัวอย่างจากแต่ละยุคมาจัดแสดงให้ชมตั้งแต่ยุคที่ยังเป็นเครื่องจักรไอน้ำไปจนถึงชินคังเซ็นรุ่นใหม่ล่าสุด นอกจากนี้เรายังสามารถเข้าไปเดินชมภายในขบวนรถไฟเหล่านี้ได้อีกด้วย  บริเวณชั้น 1 ยังมีเครื่องซิมูเลเตอร์ที่สามารถจำลองการขับรถไฟเสมือนจริงอยู่ด้วย ส่วนชั้น 2 จะจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของรถไฟ มีโมเดลที่จำลองแลนด์มาร์กของญี่ปุ่นพร้อมรถไฟที่แล่นไปมาใน 1 วัน พร้อมด้วยเกมส์เล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้เราสนุกไปพร้อมกับ เรียนรู้เกี่ยวกับรถไฟของญี่ปุ่นได้ด้วย

 

 

 Legoland 

“เลโก้แลนด์” (Legoland)

จากพิพิธภัณฑ์รถไฟเดินไปอีกไม่ไกลก็จะพบกับ “เลโก้แลนด์” (Legoland) ธีมปาร์กที่อลังการด้วยตัวต่อเลโก้จำนวนมากที่นำมาต่อเข้าด้วยกันจนกลายเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมังกรตัวใหญ่ ตัวการ์ตูน หรือจำลองเมืองและแลนด์มาร์กได้อย่างน่าอัศจรรย์ และนอกจากจะมีตัวต่อเลโก้ในรูปต่างๆ แล้ว ภายในยังมีเครื่องเล่นที่สามารถรองรับผู้เล่นทุกเพศทุกวัยให้ได้สนุกกันสุดเหวี่ยงได้อีกด้วย อยากบอกว่าเท่าที่เล่าไปเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความน่าสนใจเท่านั้น จังหวัดไอจิยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากที่ยังเล่าไม่หมด ทั้งอีกหลายเมืองก็ยังรอให้เราได้ไปเยือนและสัมผัสในโอกาสต่อไป แต่ที่รับรองได้อย่างหนึ่งคือความเป็นไอจิที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหลือล้นพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลกอยู่ตลอดเวลารวมถึงชาวไทยอย่างพวกเราด้วย

 

Special Thanks
Aichi Prefecture

15 กุมภาพันธ์ 2561

ผู้ชม 33134 ครั้ง