ดูบทความท่องทั่ว Yamaguchi

ท่องทั่ว Yamaguchi

หมวดหมู่: HIGHLIGHT /ไฮไลท์

ท่องทั่ว Yamaguchi

เรื่องและภาพโดย : พนาพร ปิยวนิชพงษ์ เรียบเรียง : ดวงพร เพชรสังกฤต

 

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Checktour Magazine มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยว “จังหวัดยามากุจิ” แต่จะให้นับว่ามากันกี่ครั้งแล้วก็ยากจะจำ รู้แค่ว่ามาทีไรก็ชอบทุกครั้ง เพราะฉะนั้นจะให้เที่ยวยามากุจิซ้ำกี่ครั้งก็ยังรู้สึกสนุก ตื่นเต้นตื่นตาและไม่เบื่อที่จะไปตามรอยตัวเองในสถานที่ที่ทั้งคุ้นตาและคุ้นใจ


แต่สำหรับคุณผู้อ่านที่ยังไม่เคยเที่ยวยามากุจิเลยอาจไม่เห็นภาพว่าจังหวัดนี้มีอะไรน่าชม เพราะส่วนใหญ่ใจมุ่งไปที่โตเกียว โอซาก้า ฮอกไกโดกันเสียหมดจนลืมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายจังหวัดน่าสนใจกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค และยามากุจิก็เข้าข่ายการเป็นจังหวัดน่าเที่ยวมาก เพียงแต่สัดส่วนคนไทยที่เคยเที่ยวยามากุจิแล้วยังถือว่าน้อยกว่าคนที่ไม่เคยเที่ยวอยู่มากโข ทริปนี้จึงเป็นจังหวะดีๆ ให้ได้อัพเดทสถานที่คุ้นๆ กันอีกครั้งตามหมายเชิญของการท่องเที่ยวแห่งจังหวัดยามากุจิ ชื่อนี้ทำให้มั่นใจได้ตั้งแต่ก่อนเดินทางเสียด้วยซ้ำว่าจะต้องเที่ยวสนุกและประทับใจแน่นอน


เราเดินทางถึงยามากุจิโดยเริ่มต้นเดินทางกันสบายๆ ด้วยบริการจากสายการบินไทยที่พาเราบินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิไปถึงสนามบินฟูกุโอกะแล้วค่อยนั่งรถบัสต่อกันไปจนเข้าเส้นชัยที่ยามากุจิ หลังจากก้มอ่านโปรแกรมตลอดทริปแล้วมีความเชื่อเป็นส่วนตัวว่านี่จะเป็นอีกทริปพิเศษที่ได้เที่ยวสถานที่สำคัญและน่าสนใจในยามากุจิกันแบบครบถ้วนจริงๆ

 

  Kaikyokan Aquarium  

ยามากุจิต้อนรับเราด้วยสีสันแห่งโลกใต้ทะเลที่ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคเคียวคัง” (Kaikyokan Aquarium) ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่มาถึงที่นี่แล้วก็มักจะอยากอยู่กันนานๆ เพราะเป็นเหมือนสวรรค์ของคนรักทะเลและเราเองก็ชอบมาก พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองชิโมโนเซกิ (Shimonoseki) มีชื่อเสียงโดดเด่นจากนกเพนกวินและปลาปักเป้าทั้งในเรื่องชนิดและจำนวน ในขั้นต้นเราจะได้ชมบ่อนกเพนกวินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ชมเพนกวินหลายสายพันธุ์แบบใกล้ชิดมากกว่าที่ได้เคยสัมผัสที่ไหนมาก่อน ชมการแสดงความสามารถของโลมา และชมโครงกระดูกวาฬสีน้ำเงินขนาดใหญ่โตมโหฬารที่เมื่อครั้งยังมีชีวิตเจ้าวาฬตัวนี้มีขนาดลำตัวยาวถึง 26 เมตร


ภายในพิพิธภัณฑ์ถูกออกแบบให้เป็นอาคาร 4 ชั้นที่แยกโซนพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้หลากหลายชนิดออกไปพร้อมให้เข้าชมได้ทั่วบริเวณ แต่อย่างที่ว่าไว้คือโซนเพนกวินจะมีขนาดกว้างใหญ่และโดดเด่นกว่าใคร และบ่อเพนกวินที่เล่าว่าใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นนั้นมีความลึก 6 เมตร จุน้ำได้มากถึง 700 ตัน มีการสร้างทางเดินล้อมโซนเพนกวินเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมการดำรงชีวิตของเพนกวินแบบรอบทิศ หากต้องการสัมผัสบรรยากาศโลกใต้ท้องทะเลก็ยังมีอุโมงค์ใต้น้ำให้เดินลอดเข้าไปชมท้องทะเลสวยๆ ได้ในอีกมุม

 

  Kawara Soba  

เราได้พบว่าการกินโซบะแบบเดิมๆ ถูกทำให้เปลี่ยนไปเมื่อมาที่นี่ “Takase South Main Store” ร้านโซบะในชิโมโนเซกิ ร้านนี้มี “คาวาระ โซบะ” (Kawara Soba) ซึ่งเป็นโซบะที่เสิร์ฟมาบนแผ่นกระเบื้อง ดูแล้วไม่ได้ต่างไปจากกระเบื้องมุงหลังคาเท่าไรนัก แม้จะทำให้รู้สึกสนุกตื่นเต้นกับรูปแบบการเสิร์ฟอยู่บ้างแต่เส้นโซบะและเครื่องเคียงทั้งหลายก็ดูน่ากินจนอดใจไม่ไหว เชื่อว่าหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนอกจากที่ชิโมโนเซกิแห่งนี้


การเสิร์ฟโซบะบนแผ่นกระเบื้องแม้จะดูว่าเป็นลูกเล่นเก๋ๆ ของร้านแต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถือเป็นรูปแบบการกินที่ถูกดัดแปลงมาจากวิถีชีวิตของทหารในช่วงสงครามที่ในระหว่างการรบเรื่องอาหารการกินก็คงไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก เรื่องจะให้มีจานชามรองอาหารเหมือนกินอยู่ที่บ้านคงไม่ใช่ จึงนำเอาแผ่นกระเบื้องมุงหลังคานี่แหละมารองอาหารกินกันให้ผ่านไปในแต่ละมื้ออย่างเรียบง่าย และกลายมาเป็นรูปแบบที่โดดเด่นของร้านนี้ มีข้อดีตรงที่กระเบื้องช่วยเก็บความร้อนให้กับโซบะของเราได้นาน ตามด้วยข้าวหน้าปลาไหลที่เสิร์ฟมาพร้อมกันทำให้มื้อนี้อิ่มกันแบบหนักๆ ไปหลายชั่วโมง

 

  Fukutoku Inari Shrine  


มาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันหน่อย ที่ยามากุจิมีศาลเจ้าแห่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ได้ใหญ่โตจนมีผู้คนมากราบไหว้กันมากมายนัก แต่ก็ถือว่าได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงพอสมควร “ศาลเจ้าฟุคุโตคุ อินาริ” (Fukutoku Inari Shrine) จุดเด่นสำคัญคือการเป็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บนเนินเขาริมหน้าผาหันหน้าออกสู่ทะเล แนะนำให้เดินเข้าสู่ตัวศาลเจ้าผ่านโทริอิที่ได้ชื่อว่าเป็น “โทริอิพันต้น” ซึ่งแม้จะมีจำนวนจริงไม่ถึงพันต้นแต่ก็มีมากจนชวนให้ทึ่งในความอลังการ เมื่อเดินลอดโทริอิขึ้นไปจนถึงเนินผาด้านบนเราได้เห็นทั้งตัวอาคารศาลเจ้าที่สวยงามและวิวทะเลโดยรอบที่มีเกาะอีกหลายแห่งกระจายอยู่ใกล้บ้างไกลบ้างสลับกันไป

 

  Tsunoshima Bridge  


ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากชายฝั่งเมืองชิโมโนเซกิมากนักเรายังพอมองเห็น “เกาะซึโนะชิมะ” (Tsunoshima Island) พื้นที่เงียบสงบแต่บรรยากาศดี มีชายหาดสวยด้วยทรายขาวและน้ำทะเลใส ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเมือง และจะยิ่งนิยมมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ทั้งยังเดินทางง่ายเพราะมี “สะพานซึโนะชิมะ” (Tsunoshima Bridge) ความยาวถึง 1,780 เมตรเชื่อมโยงฝั่งเมืองและเกาะไว้ด้วยกัน


สะพานซึโนะชิมะสร้างขึ้นเมื่อปี 2000 ด้วยเหตุผลพื้นฐานคือให้เป็นเส้นทางสัญจรของรถราโดยไม่มีการเก็บค่าผ่านทาง ส่วนเว้าส่วนโค้งของสะพานก็มองดูสวยงามตัดกับสีน้ำเงินเข้มของทะเล ถ้าขึ้นไปยืนอยู่บนเกาะก็จะได้พบกับมุมภาพสวยๆ เมื่อมองมายังตัวสะพาน สวยงามชัดเจนในทุกฤดูกาลและทั้งกลางวันกลางคืน

 

  Motonosumi Inari Shrine  

หลังแยกตัวออกมาจาก “ศาลเจ้าไทโคดานิ” (Taikodani Inari Shrine) ต่อมาในปี 1955 “ศาลเจ้าโมโตโนะสุมิ อินาริ” ก็ถูกสร้างขึ้นริมทะเล ตามมาด้วยความโดดเด่นจากการสร้างเสาโทริอิสีแดง 123 ต้นเรียงไล่ระดับขึ้นมาจากเชิงเขาจนถึงเนินผาด้านบนเป็นทางเดินยาวประมาณ 100 เมตร คนที่นี่เชื่อกันว่าหากได้เดินลอดใต้เสาโทริอิตั้งแต่ต้นจดปลายจะโชคดี มีทางเดินเป็นพื้นซีเมนต์เรียบสลับกับบันไดกว้างช่วยให้เดินง่ายและไม่เหนื่อย


จนเมื่อเดินขึ้นไปจนสุดปลายทางผ่านโทริอิต้นสุดท้ายแล้วด้านหน้าคืออาคารศาลเจ้า ส่วนด้านหลังเมื่อหันกลับไปมองจะพบกับความสวยงามของทิวทัศน์ทะเลที่มีเส้นทางของโทริอิสีแดงเลื้อยคดเคี้ยวจากเนินผามาจนถึงจุดที่เรายืนอยู่ สวยงามจนยากจะอธิบายได้ด้วยตัวหนังสือ พูดได้ว่านอกเหนือจากการเป็นศาลเจ้าที่ชาวเมืองให้ความเคารพนับถือแล้วที่นี่ยังเป็นจุดชมวิวทะเลดีๆ ของยามากุจิไปด้วย ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือศาลเจ้าแห่งนี้จะตั้งกล่องทำบุญไว้บนคานโทริอิสูง 6 เมตรที่สูงที่สุดและโยนเหรียญใส่ยากที่สุดในญี่ปุ่น ชวนให้อธิษฐานแล้วโยนเหรียญขึ้นไป หากทำสำเร็จโยนเหรียญลงกล่องได้ก็เชื่อว่าคำอธิษฐานจะเป็นผล

และเราไม่พลาดจะแวะไปเดินชมวิวสวยๆ กันก่อนเข้าที่พักที่ “เนินเขาขั้นบันไดเซ็นโจจิกิ” (Senjojiki) ซึ่งเป็นแนวเนินเขาสูงราว 333 เมตรที่สามารถเห็นทิวทัศน์ของนากาโตะได้แบบ 360 องศากว้างไกลโดยไม่มีอะไรมาบดบังสายตา

 

  Mara Kannon Shrine  

เราเคลื่อนขบวนไปกันต่อที่เมืองนากาโตะ (Nagato) เพื่อจะไปชม “ศาลเจ้ามาระ คันนอน” (Mara Kannon Shrine) ศาลเจ้าชื่อดังของเมืองที่แม้มีขนาดไม่ใหญ่ แต่เป็นศาลเจ้าขนาดเล็กที่ร่มรื่นด้วยแนวต้นไม้สูงใหญ่ ช่วยให้อากาศดี สดชื่น เพียงแค่ย่างขาเข้ามาภายในพื้นที่ของศาลเจ้าเราก็รู้สึกใจสงบไปแบบไม่รู้ตัว ศาลเจ้ามาระถือเป็นสถานที่เก่าแก่ประจำเมืองที่ชาวนากาโตะผูกพันและแวะเวียนกันเข้ามาสักการะอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะการขอพรด้านสุขภาพและขอให้มีลูกเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัวจะเป็นที่นิยมมาก

 

  Omijima  

ว่ากันว่าไฮไลท์ประจำเมืองนากาโตะต้องเป็นที่นี่ “เกาะโอมิ” (Omijima) เกาะสวย ร่ำรวยหินรูปร่างแปลกตาเยอะแยะกระจายอยู่ทั่วชายฝั่งรอบเกาะที่สวยงามจากแรงกัดเซาะของน้ำทะเลมาเป็นเวลานาน เกาะโอมิตั้งอยู่ในพื้นที่ของ “อุทยานแห่งชาติคิตะนากาโตะ ไคคัง” (Kita Nagato Kaigan Quasi National Park) และกิจกรรมสนุกชวนเพลิดเพลินใจเมื่อมาถึงเกาะโอมิก็คือการล่องเรือชมวิวชมความสวยงามของเกาะที่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์นี้ซึ่งรวมแล้วใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

 

  Hagi Meirin Gakusha  

เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนากาโตะที่ดัดแปลงสถานที่เก่าซึ่งเคยเป็นโรงเรียนประถมมาเป็นพิพิธภัณฑ์ และได้ชื่อว่า “ฮากิ เมริน กาคุชะ” (Hagi Meirin Gakusha) ตัวอาคารเก่าแก่ที่สร้างเมื่อปี 1935 ยังคงสภาพเดิมไว้ไม่เปลี่ยน และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมแห่งชาติไปแล้ว ส่วนการเข้าชมภายในยิ่งน่าสนใจเพราะอาคารไม้ที่นี่สวยคลาสสิกมากแม้จะเก่าไปบ้างตามกาลเวลา


พิพิธภัณฑ์ฮากิ เมริน กาคุชะมีศูนย์บริการข้อมูลให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักที่มาที่ไปของสถานที่แห่งนี้มากขึ้น บริเวณชั้น 2 จะจัดแสดงประวัติของผู้ก่อตั้ง ข้อมูลการก่อตั้งโรงเรียน มีการดูแลรักษาห้องเรียนเก่าไว้อย่างดีจนอดนึกถึงช่วงเวลาวัยเด็กของตัวเองไม่ได้ ส่วนช่วงค่ำจะมีการจัดแสดงแสงสีประดับไฟสวยๆ ให้ได้ชมกันด้วย ให้บรรยากาศที่ต่างกันไปใน 2 ช่วงของวันแต่ก็น่าชมด้วยกันทั้งคู่

 

  Shoin Shrine  


แอบเรียกทริปนี้ว่าเป็นทริปแสวงบุญเพราะเรากำลังจะไปศาลเจ้ากันอีกแล้ว ที่นี่ “ศาลเจ้าโชอิน” (Shoin Shrine) ศาลเจ้าเล็กๆ ที่มีความสำคัญมากเพราะสร้างขึ้นในปี 1890 เพื่ออุทิศแด่ “โยชิดะ โชอิน” (Yoshida Shoin) ผู้ซึ่งเป็นทั้งครู นักคิด และหนึ่งในผู้นำด้านการปฏิรูปญี่ปุ่นช่วงปลายยุคเอโดะ คนที่พากันมาสักการะศาลเจ้าแห่งนี้ก็เพื่อขอพรด้านการศึกษาเป็นหลักเพราะยกย่องให้โยชิดะ โชอินเป็นเสมือนเทพแห่งการศึกษา


ในบริเวณเดียวกันยังเป็นที่ตั้งของอดีต “โรงเรียนมัตสึชิตะ” (Matsushita Private School) ที่เคยเปิดให้มีการเรียนการสอนแบบเฉพาะกลุ่มเมื่อปี 1842 โดยมีลุงของโยชิดะ โชอินเป็นผู้ริเริ่มก่อนจะสืบทอดการสอนมาถึงมือของผู้เป็นหลานในปี 1857 สภาพโรงเรียนแห่งนี้คือมีอาคารหลังเล็กเพียงอาคารเดียว และก็มีแค่ชั้นเดียวที่เปิดให้ผู้ที่สนใจจากทุกชนชั้นเข้าเรียนได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเรียนการสอนในหลักสูตรการเมืองการปกครองจนสามารถผลิตนักเรียนที่กลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอยู่หลายท่าน

 

  Unrin-ji Temple  

มาเที่ยวชมวัดกันอีกแล้ว แต่คราวนี้มีสีสันอยู่ตรงที่ “วัดอุนรินจิ” (Unrin-ji Temple) เป็นวัดที่บรรดาทาสแมวทั้งหลายทั้งในญี่ปุ่นจนถึงทั่วโลกอาจจะอยากกรี๊ดหนักๆ เพราะในอีกด้านหนึ่งวัดนี้มีชื่อเรียกว่า “Nekodera” หรือ “Cat Temple” นั่นเพราะทุกซอกทุกมุมภายในวัดจะมีทุกสรรพสิ่งที่เกี่ยวกับแมว ทั้งเครื่องรางเวอร์ชั่นแมว เครื่องเซรามิก ไม้ขีดไฟ ซึ่งแน่นอนว่าเกี่ยวกับแมวทุกชิ้น เราสามารถวาดรูปแมวลงบนแผ่นไม้แล้วอธิษฐานขอพร มีมุมถ่ายภาพให้ได้เลือกสวมหัวมาสคอตเป็นแมวกันอย่างสนุกสนาน มีเซียมซีแบบแมวๆ ให้ได้ลองเขย่ากันซึ่งไม่ธรรมดาเลยเพราะมีคำทำนายเป็นภาษาไทยให้ด้วย และที่ชวนให้สบายใจปนความน่ารักก็คือให้เราได้แตะหรือลูบองค์พระพุทธรูปแมวตามความเชื่อที่ว่าจะขจัดโรคภัยไข้เจ็บในตัวเองได้

 

  Tsuwano  


โปรแกรมต่อมาเราไปเที่ยวจังหวัดชิมาเนะ (Shimane) โดยเริ่มต้นกันที่เมืองซึวาโนะ (Tsuwano) เพื่อชมวิวสวยของเมืองที่รายล้อมด้วยทิวเขาสูง มองเห็นอาคารบ้านเรือนเก่าแก่เรียงเป็นระเบียบทั่วเมือง และมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับเมืองนี้ให้มากขึ้นด้วยการแวะไปที่ “ศูนย์ข้อมูลมรดกชาติแห่งซึวาโนะโช” (Tsuwano-Cho Japan Heritage Center) ภายในนอกจากจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองซึวาโนะทั้งด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแล้วยังมีการจัดแสดง “ร้อยวิวแห่งซึวาโนะ” (Hyakkeizu) ที่ล้วนแต่เป็นภาพวาดในมุมต่างๆ ในอดีตของเมืองโดยนำมาเปรียบเทียบคู่กับภาพวาดและภาพถ่ายของเมืองในปัจจุบันให้ได้ฮือฮากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


อีกสถานที่ที่จะทำให้ได้รู้จักอดีตและวิถีชีวิตของชาวซึวาโนะก็คือ “ซึวาโนะ โอไกมุระ ฟุรุซาโตะ” (Tsuwano Ohgaimura Furusato) ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของเมืองหลายชนิด เช่น ขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์พื้นเมืองอย่าง “กระดาษข้าว” (Rice Paper) ซึ่งเป็นวัสดุดั้งเดิมที่จะนำไปประดิษฐ์เป็นพัด ตุ๊กตา และอื่นๆ อีกมากมาย แนะนำว่าอย่าลืมชมของดีอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ “วาซาบิ” ซึวาโนะเป็นแหล่งเพาะปลูกวาซาบิคุณภาพดีที่นอกจากจะใช้เป็นส่วนประกอบในแต่ละมื้ออาหารแล้วชาวเมืองนี้ยังนำวาซาบิไปเป็นส่วนผสมของไอศกรีมและผักดองอีกด้วย

 

  Taikodani Inari Shrine  


บอกแล้วว่านี่เป็นทริปแสวงบุญ ย้ำกันให้ชัดๆ อีกครั้งที่ “ศาลเจ้าไทโคดานิ อินาริ” (Taikodani Inari Shrine) ศาลเจ้าเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทซึวาโนะเพื่อหวังให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองปกป้องผู้ที่อยู่อาศัยภายในปราสาทได้รอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่เคารพบูชาของบุคคลทั่วไปซึ่งจะมากราบไหว้เพื่อขอพรให้เรือกสวนไร่นาพืชผักผลไม้ของตัวเองเจริญงอกงาม มีชีวิตรุ่งเรืองและโชคดีตลอดปี


ตัวอาคาร ศาลเจ้าไทโคดานิ อินาริ ตั้งอยู่บนเนินเขา การขึ้นไปยังศาลเจ้าเราต้องเดินขึ้นบันไดที่คร่อมด้วยเสาโทริอิไปเรื่อยๆ ราว 15 นาทีก็ถึงที่หมาย ได้เห็นก็แน่ชัดถึงความสวยงามของศาลเจ้าที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตและดูยิ่งใหญ่ ส่วนวิวสวยๆ ของตัวเมืองซึวาโนะที่มองจากจุดที่ตั้งของศาลเจ้าก็ถือเป็นของแถมที่สวยงามอีกด้านหนึ่งของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

 

  Iwakuni  

และนี่คือแลนด์มาร์กสำคัญของอีกเมืองที่เราได้มาเยือน เมืองอิวาคุนิ (Iwakuni) เป็นเมืองที่มี “สะพานคินไตเคียว” (Kintaikyo Bridge) เป็นจุดสนใจจากความสวยงามแปลกตาด้วยยรูปทรงที่ไม่ค่อยได้พบเห็นที่ไหนบ่อยนัก สะพานคินไตเคียวสร้างขึ้นเมื่อปี 1673 เพื่อใช้ข้ามแม่น้ำนิชิกิ (Nishiki River) ที่กว้างใหญ่ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของสะพานแห่งนี้คือการสร้างด้วยไม้ทั้งหมดให้มีลักษณะโค้งต่อกันในจุดที่เป็นเสารับน้ำหนัก ดูสวยงามไม่ซ้ำที่ไหนๆ ด้วยรูปทรงนี้ทำให้คินไตเคียวกลายเป็น 1 ใน 3 ของสะพานที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น

ว่าตัวสะพานสวยแล้ว หากเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทิวดอกซากุระสองข้างลำน้ำนิชิกิจะแข่งกันบานอย่างสวยงามที่ไม่ว่าจะมองลงไปจากบนสะพานหรือยืนมองจากริมแม่น้ำก็สวยงามทั้งนั้น และก็จะกลายเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่อลังการสุดหัวใจเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ไม่ว่าจะชมทิวทัศน์เหล่านี้ด้วยวิธีใดก็ไม่อยากให้มองข้ามการล่องเรือชมความสวยงามของธรรมชาติในบริเวณนี้ รับรองว่าไม่ผิดหวังและจะจำติดใจไม่มีวันลืม

ในย่านใกล้เคียงกันซึ่งเพียงข้ามฟากผ่านสะพานคินไตเคียวมานี้เป็นพื้นที่ที่น่าเดินเที่ยวในสไตล์เมืองเก่า และเพราะอยากให้รู้จักอิวาคุนิให้ดียิ่งขึ้นจึงขอแนะนำให้ใครก็ตามที่มาถึงเมืองนี้ได้เข้าชม “ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ฮงเกะ มัตสึกาเนะ” (Iwakuni Visitors Center Honke Matsugane) ซึ่งจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองอิวาคุนิตั้งแต่ประวัติความเป็นมาไปจนถึงความเป็นอยู่ของชาวเมือง มีการบอกเล่าถึงผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของเมืองและจัดแสดงชุดเกราะโบราณของเหล่านักรบในอดีต มีสาเกและเครื่องกระเบื้องสวยๆ วางจำหน่ายภายใน


ลองเข้าชม “พิพิธภัณฑ์งูขาว” ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงูขาวจนถึงมีกรงงูขาวที่เลี้ยงไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมด้วย มีสีสันความอร่อยเป็นไอศกรีมร้อยกว่ารสชาติให้ได้ชิมกันจากร้านที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ เชิงสะพานคินไตเคียว ซึ่งในบรรดาร้อยกว่ารสชาตินี้มีตั้งแต่รสชาติธรรมดาทั่วไปจนถึงรสชาติที่จะทำให้เราต้องอึ้งไปกับความคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลิต เช่น รสโชยุ รสราเมง รสพริก รสแกงกะหรี่ รสนัตโตะ รสปลาแห้ง รสยากิโซบะ รสไก่ทอด รสทาโกะยากิ ได้ลองชิมและได้สนุกกับการเลือกรสไอศกรีมไปพร้อมกัน


เดินเล่นชมเมืองไปเรื่อยๆ ก่อนจะถึงยังแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองอีกแห่งอย่าง “ปราสาทอิวาคุนิ" (Iwakuni Castle) ปราสาทสีขาวสวยที่ตั้งอยู่บนเนินเขาชิโรยามะซึ่งสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1608 และสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 1962 หลังจากของเดิมถูกทำลายลง ตัวอาคารสูง 4 ชั้นแบ่งออกเป็นพื้นที่เก็บรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์ ชุดเกราะโบราณและข้าวของเครื่องใช้ของผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในปราสาทแห่งนี้ ชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิวได้ทั่วเมือง

 

  Hofu Tenmangu Shrine  

เรื่องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อิวาคุนิไม่มีน้อยหน้าใครเพราะมี “ศาลเจ้าโฮฟู เท็นมังกู” (Hofu Tenmangu Shrine) ศาลเจ้าแห่งการเรียนรู้ที่เก่าแก่ที่สุด ได้รับความเคารพนับถือตั้งแต่เริ่มสร้างเมื่อปี 904 และยังเป็นที่นิยมในการขอพรด้านการศึกษาเล่าเรียน ภายในวัดมีพื้นที่ทำกิจกรรมซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมได้ที่ “ห้องชาโฮโชอัน” (Hoshoan) ซึ่งทุกคนที่เข้ามายังห้องชาแห่งนี้จะได้ชมพิธีชงชาแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น และได้ชิมชารสชาติกลมกล่อมที่ให้ความรู้สึกเข้าถึงความเป็นญี่ปุ่นอย่างแท้จริง


แต่ที่ถือเป็นอีกไฮไลท์สำคัญของศาลเจ้าโฮฟู เท็นมังกุ ก็คือเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่จะกลายเป็นจุดชมเมเปิ้ลสีส้มแดงที่สวยงามมาก และเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิศาลเจ้าแห่งนี้จะขึ้นชื่อในเรื่องการเป็นจุดชมดอกบ๊วยสีชมพูอีกเหมือนกัน คือเป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสถานที่แห่งการชมธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากแห่งหนึ่งในเมืองอิวาคุนิที่ในทั้งสองช่วงฤดูนี้จะมีผู้คนหนาตาเป็นพิเศษซึ่งเป็นสีสันการชมดอกไม้ที่เราจะได้เห็นเป็นประจำทุกปี

 

  Yamaguchi City Saikotei  

ทีนี้เข้ามาที่เมืองเอกของจังหวัดบ้าง เมืองยามากุจิ (Yamaguchi) เมืองที่มีชื่อเดียวกันกับจังหวัดและมีสถานที่สำหรับการพบปะกันของชาวเมืองในระดับที่เป็นถึงสถานที่รับรองประจำเมืองซึ่งมีชื่อว่า “ยามากุจิ ซิตี้ ไซโกเท” (Yamaguchi City Saikotei) เป็นอาคารไม้หลังใหญ่ที่อดีตเคยเป็นร้านอาหารของชนชั้นสูงในช่วงปี 1878-1996 ก่อนจะได้รับการบูรณะให้เป็นสถานที่รับรองและเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่ปี 2004 ภายในโถงใหญ่เราจะได้ชมงานศิลปะทั้งภาพวาดและงานเขียนด้วยลายมือกวี หรือจะสนุกกับกิจกรรมการสวมชุดกิโมโนเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึกและเดินเที่ยวภายในย่านใจกลางเมือง ขอแนะนำ “ร้านกิโมโนไซโกเท” (Kimono Saikotei) ที่มีบริการเช่าชุดทั้งชายและหญิง ให้เวลา 2 ชั่วโมงคิดราคาเพียงแค่ 2,800 เยนเท่านั้น

 

  Rurikoji Temple  


กลางสวนขนาดใหญ่ของเมืองที่มีชื่อว่า “สวนโคซัน” (Kozan Park) เป็นที่ตั้งของ “วัดรูริโคจิ” (Rurikoji Temple) วัดสวยภายใต้บรรยากาศดีๆ ซึ่งโดดเด่นด้วยเจดีย์สูง 5 ชั้นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติโดยสร้างขึ้นอย่างประณีตในปี 1442 สวยงามประหนึ่งงานศิลปะชั้นเยี่ยมจนได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 3 เจดีย์ที่สวยและยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ มีโบสถ์ขนาดใหญ่พร้อมหอระฆัง มีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเจดีย์ที่นอกจากจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเจดีย์ไว้ให้เรียนรู้แล้ว ยังมีโมเดลสวยๆ ของเจดีย์ 5 ชั้นมาจัดแสดงร่วมกันมากกว่า 50 แห่งจากทั่วญี่ปุ่น

 

  Akiyoshido  


เราเดินทางมาถึงเมืองมิเนะ (Mine) เพราะรู้ว่าเมืองนี้มี “ถ้ำอะคิโยชิโดะ” (Akiyoshido) ถ้ำหินปูนที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นและมีอายุกว่า 350 ล้านปี ได้รับการยอมรับให้เป็นอนุสรณ์ทางธรรมชาติ ตลอดความยาวของถ้ำประมาณ 8.9 กิโลเมตรนักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวได้ประมาณ 1 กิโลเมตรท่ามกลางอากาศเย็นชื้นด้วยอุณหภูมิประมาณ 17 องศาเซสเซียส ภายในมีแนวหินงอกหินย้อยสวยงามพร้อมการประดับแสงสีเพิ่มบรรยากาศในการชม มีค่าเข้าชมถ้ำสำหรับใช้เพื่อการบำรุงรักษาธรรมชาติแค่เพียง 700 เยนเท่านั้น


เหนือส่วนของถ้ำขึ้นมาเป็น “เนินเขาอะคิโยชิได” (Akiyoshidai) หนึ่งในอนุสรณ์ทางธรรมชาติของประเทศอีกแห่งที่มีทุ่งหญ้าปกคลุมเนินเขาไว้ ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ สดชื่นและสวยงามชวนประทับใจมากไม่ว่าจะถ่ายภาพจากมุมใดก็ตาม มีร้านกาแฟอยู่แถวนี้ให้ได้แวะพักเหนื่อยด้วยเครื่องดื่มเคล้าวิวธรรมชาติและให้บริการสัญญาณ Wifi เพื่อให้เราสะดวกต่อการติดต่อสื่อสารและอัพรูปลงโซเชียลมีเดียได้รวดเร็วทันใจ

 

  Hana no Umi  


มาเที่ยวญี่ปุ่นไม่ได้แวะสวนผลไม้ก็กระไรอยู่ เราเดินทางถึงเมืองซันโย โอโนดะ (Sanyo Onoda) จึงต้องขอแวะมาเก็บสตรอเบอร์รี่สดๆ กันที่ “สวนฮานาโนะ อุมิ” (Hana no Umi) สวนสตรอเบอร์รี่ที่แบ่งโซนเพาะปลูกไว้หลากหลายสายพันธุ์ซึ่งจะมีระดับความหอมหวานแตกต่างกันไป สวนนี้ใจดีจัดๆ เพราะชำระเงินครั้งเดียวแล้วสามารถเดินเก็บสตรอเบอร์รี่กินได้แบบไม่จำกัดเวลา ขอเพียงแค่ให้ใช้วิธีเดินไม่วิ่งไปมาเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ อีกด้านหนึ่งมีฟาร์มแพะให้แวะป้อนอาหารได้ มีแปลงดอกไม้ มีกิจกรรมเก็บผักจากสวน กิจกรรมทำพิซซ่า มีร้านขนมปัง แยมและของที่ระลึกอื่นๆ ให้ได้เลือกซื้อกลับไปเป็นของฝากอีกมากมาย


ถัดจากสวนฮานาโนะ อุมิ เราไปเลือกซูชิกินกันที่ “ตลาดปลาคาราโตะ” (Karato) ที่นี่เป็นแหล่งอาหารทะเลสดที่มีให้เราเลือกซื้อกินหลายรูปแบบแยกโซนขายชัดเจน ทั้งโซนอาหารทะเลแห้ง โซนผักผลไม้ โซนอาหารทะเลสดสำหรับพ่อบ้านแม่บ้านซื้อกลับไปปรุงกันเอง และโซนอาหารพร้อมกินที่มักมีซูชิเป็นเมนูหลักสารพัดหน้า กุ้ง หอย ปู ปลาจัดมาเต็มแผง แต่ละร้านจะมีอุปกรณ์พร้อมให้ลูกค้าได้เลือกซูชิตามชอบ คีบใส่ถาดแล้วจ่ายเงิน จากนั้นก็ไปหาที่นั่งกินกันซึ่งโต๊ะเก้าอี้จะถูกจัดไว้เป็นส่วนกลาง อิ่มกันเรียบร้อยแล้วเก็บถาดทิ้งเช็ดโต๊ะทำความสะอาดเพื่อให้คนอื่นๆ ได้แวะมาใช้พื้นที่ต่อจากเราได้ทันที


ตลาดปลาแห่งนี้เปิดขายในวันธรรมดา และวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ก็จะเป็นเวลาของตลาดซูชิที่มั่นใจมากว่าทั่วทั้งยามากุจิไม่มีตลาดปลาที่ไหนจะใหญ่และมีอาหารสดมากเท่าที่นี่

 

  Kanmon Kaikyo Yume Tower  

กินซูชิกันแล้วเรามาปิดท้ายทริปด้วยการย้อนกลับมากินลมชมวิวก่อนกลับเมืองไทยที่ “อาคารคันมอน ไคเคียว ยูเมะ” (Kanmon Kaikyo Yume Tower) ซึ่งอยู่ที่เมืองชิโมโนเซกิซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเที่ยวของเราในทริปนี้ อาคารหลังนี้มีความสูง 153 เมตร มีจุดชมวิวอยู่ที่ชั้น 30 ซึ่งอยู่ในระดับความสูง 143 เมตร เราขึ้นลิฟต์แวบเดียวก็มาถึงจุดชมวิวที่ใครๆ ก็ให้ฉายาว่าเป็น “จุดชมวิวหลักล้าน” มีเพียงกระจกใสกั้นแต่ก็ชัดเจนพอจะทำให้เห็นความต่างระหว่างสองฝั่งเมืองที่ด้านหนึ่งเป็นทะเลและอีกด้านหนึ่งเป็นอาคารบ้านเรือน


บริเวณชั้น 29 มีคาเฟ่ให้บริการเครื่องดื่มที่เราสามารถนั่งจิบชากาแฟพลางชมวิวไปด้วยก็ได้ ขยับลงมาชั้น 28 เป็นพื้นที่กิจกรรมที่มีทั้งมุมขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มุมคล้องกุญแจคู่รัก มีฉากและเครื่องแต่งกายต่างๆ ให้สวมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเพื่อไม่ให้ลืมกันว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้มาเยือนอาคารแห่งนี้แล้ว

 

เรียกว่าจัดครบจัดเต็มสมกับที่เป็นทริปรับเชิญจากการท่องเที่ยวแห่งจังหวัดยามากุจิ เพราะทุกไฮไลท์สำคัญ ทุกสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อ ทุกอาหารการกินยอดนิยมของเมืองเราได้สัมผัสครบแบบไม่มีพลาด ทำให้ได้รู้ว่าเที่ยวยามากุจิจังหวัดเดียวก็ได้สัมผัสครบทุกประสบการณ์ ใครชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ มีเข้าเมืองบ้างนิดหน่อยพอให้ได้สลับบรรยากาศกับการช้อปปิ้งของใช้เครื่องสำอางเล็กๆ น้อยๆ อยากกินอาหารทะเลสด อาหารพื้นเมือง กราบขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชิมผลไม้ตามฤดูกาล ชมโลกใต้ทะเลหรือชมพิพิธภัณฑ์ มาเถอะ ทั้งหมดนี้มีครบแน่นอนที่นี่...ยามากุจิ

 

Special Thanks

Yamaguchi Prefecture

29 สิงหาคม 2561

ผู้ชม 311 ครั้ง