ดูบทความชวนเที่ยว เฮียวโกะ-โอกายาม่า

ชวนเที่ยว เฮียวโกะ-โอกายาม่า

หมวดหมู่: HIGHLIGHT /ไฮไลท์

ชวนเที่ยว

เฮียวโกะ-โอกายาม่า

เรื่องโดย : ดวงพร เพชรสังกฤต

ภาพโดย : ดวงพร เพชรสังกฤต, กองบรรณาธิการ

คงจำกันได้ว่าช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาในหลายจังหวัดทางภาคตะวันตกของประเทศญี่ปุ่นเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่จนทำให้บ้านเรือนถนนหนทางเสียหายกันไปไม่น้อย และก็เป็นหลายจังหวัดหลายเมืองที่คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดีจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา การได้ยินข่าวความเสียหายทั้งน้ำท่วมทั้งดินถล่มครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดในภาคตะวันตกของญี่ปุ่นก็อาจทำให้เริ่มมีความไม่มั่นใจว่า สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่งได้รับผลกระทบเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน และตอนนี้พร้อมต่อการมาเยือนของนักท่องเที่ยวไทยแล้วหรือยัง

จึงเกิดเป็นทริปเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้รับการเชื้อเชิญจากการท่องเที่ยวจังหวัดโอกายาม่า หนึ่งในจังหวัดที่เสียหายจากอุทกภัยค่อนข้างรุนแรง แต่กลับกลายเป็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบถึงสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัด จึงต้องบอกคุณผู้อ่านชาวไทยทุกคนว่า ถึงจะผ่านน้ำท่วมใหญ่มาแล้วแต่งานนี้สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของโอกายาม่านั้นไม่ต้องรอบูรณะอะไรเลย เพราะไม่เสียหายสักนิด ยังอยู่ในสภาพเดิม สวยงามและพร้อมต้อนรับคนไทยเช่นเคย

และที่เพิ่มความพิเศษมากขึ้นไปอีกก็คือทริปนี้นอกเหนือจากจังหวัดโอกายาม่าแล้ว เรายังได้รับเชิญจากจังหวัดเฮียวโกะด้วยซึ่งเป็นพื้นที่ติดกัน เที่ยวพร้อมกันในทริปเดียวได้สบาย จึงกลายเป็นว่าความสนุกของบรรดาสื่อมวลชนไทยครั้งนี้จะไปรวมตัวกันอยู่ในจังหวัดเฮียวโกะและจังหวัดโอกายาม่าภายใต้การดูแลของ Chugoku Transport & Tourism Bureau และรถไฟ JR ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญที่สุดสำหรับการเดินทางครั้งนี้ โดยมอบ “JR Kansai WIDE Area Pass” ให้เราทดลองใช้สำหรับเส้นทางที่ครอบคลุมทั่วพื้นที่คันไซ จนอยากนำมาบอกต่อให้คุณผู้อ่านที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยวคันไซได้ซื้อบัตรนี้มาใช้ เพราะบัตรเดียวคุ้มค่าคุ้มราคา และเจาะเข้าไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญมากมายอย่างสะดวกสบายที่สุด

 

 


  Hyogo  

เราถือ JR Kansai WIDE Area Pass สำหรับ 5 วันขึ้นรถไฟออกจากสนามบินคันไซ (Kansai International Airport) มุ่งหน้าสู่จังหวัดเฮียวโกะ (Hyogo) เป็นที่หมายแรก โดยนั่งรถไฟ JR สาย Haruka ไปลงที่ Shin-Osaka Station แล้วเปลี่ยนเป็นนั่งชินคังเซนสาย Sanyo อีก 13 นาทีไปถึง JR Shin-Kobe Station แค่นี้เราก็เข้าเขตจังหวัดเฮียวโกะเป็นที่เรียบร้อย ง่ายและสะดวกด้วย JR นี่เอง

 

Kobe

ในจังหวัดเฮียวโกะเราเริ่มต้นเที่ยวกันที่ “โกเบ” (Kobe) เมืองที่คนไทยจำนวนมากรู้จักดีและคุ้นชื่อโกเบนับตั้งแต่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่เมืองโกเบวันนี้กลายเป็นเมืองที่เจริญและทันสมัย แถมยังเที่ยวง่ายไปได้ทุกสถานที่ด้วย JR และ “Kobe City Loop Bus” รถบัสสีเขียวสไตล์คลาสสิกที่จะนำนักท่องเที่ยวตระเวนไปในย่านใจกลางเมืองชื่อดังที่เป็นแลนด์มาร์กเกือบ 20 แห่งทั่วเมือง และก็มีป้ายเป็นจุดขึ้นลงรถอยู่ประจำในสถานที่นั้นๆ

 

 


Sannomiya

การมาเที่ยวโกเบ “ซันโนมิยะ” (Sannomiya) ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่ใครๆ รู้จักในฐานะที่เป็นย่านช้อปปิ้งชื่อดังและแหล่งโรงแรมที่พัก สำคัญกว่านั้นคือนักท่องเที่ยวเข้ามาซันโนมิยะได้ง่ายเพราะมี “JR Sannomiya Station” ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเที่ยวโกเบ อีกทั้งออกจากสถานีรถไฟก็มี “Kobe Information Center” ให้เราสามารถเข้าไปขอเอกสารข้อมูลการท่องเที่ยวและแผนที่ในตัวเมืองโกเบเพื่อเดินเที่ยวได้ด้วยตัวเอง ในย่านซันโนมิยะที่นี่คือศูนย์รวมสินค้าแทบทุกชนิดเท่าที่ต้องการ เสื้อผ้า กระเป๋า ร้านร้อยเยน เครื่องสำอาง ช็อปรองเท้ากีฬาแบรนด์ญี่ปุ่นอย่างโอนิซึกะก็มักจะมีรุ่นใหม่ออกมาให้เลือกก่อนใครเสมอ รวมถึงร้านอาหารและร้านขนมสไตล์ตะวันตกแบบที่คนไทยชอบก็มีอยู่หลายร้าน ความสะดวกของการเที่ยวในย่านนี้คือมีรถไฟ JR เข้าถึง ฉะนั้นนักท่องเที่ยวจึงมักเลือกเดินเที่ยวในซันโนมิยะก่อนเสมอนับตั้งแต่เดินทางมาถึงโกเบ

 

 


Nankin-Machi

ในญี่ปุ่นมีไชน่าทาวน์อยู่ 3 แห่งคือที่โยโกฮาม่า นางาซากิ และที่นี่ “นานกิงมาชิ” (Nankin-Machi) ย่านไชน่าทาวน์ของโกเบที่รูปแบบการเป็นไชน่าทาวน์ไม่แตกต่างจากที่เคยเห็นทั่วไป มีซุ้มประตูขนาดใหญ่ ผ่านประตูไปแล้วเป็นถนนสายเล็กๆ ที่มากมายด้วยร้านอาหารจีนในแบบที่เราคุ้นเคยกว่า 100 ร้าน นานกิงมาชิเป็นชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคันไซซึ่งเข้ามาตั้งรกรากกันตั้งแต่ปี 1868 ในยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประเทศ นอกเหนือจากภัตตาคาร ร้านอาหารแล้วร้านค้าที่จำหน่ายวัตถุดิบในการปรุงอาหารจีนก็มีมาก จึงมักมีชาวจีนในพื้นที่เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าเหล่านี้ไปพร้อมๆ กับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยิ่งหากเป็นช่วงเทศกาลสำคัญของชาวจีนผู้คนจะยิ่งหนาแน่นและมีสีสันมากในยามค่ำคืน

 

ถ้าสนใจจะเที่ยวอยู่ในไชน่าทาวน์โกเบ แนะนำให้เลือกนอนพักที่ Kobe Sannomiya Tokyu Rei Hotel เพราะอยู่ใกล้กันนิดเดียว รวมถึงยังมีร้านอาหารรอบดึกในย่านนี้สำหรับคนชอบนอนดึกอีกด้วย

 

 


Kobe Harborland

ชวนมาชมแลนด์มาร์กชื่อดังของโกเบที่ “ท่าเรือโกเบ” (Kobe Harborland) ริมอ่าวโกเบที่ปัจจุบันกลายเป็นทั้งจุดชมวิวสวยๆ จุดเข้าออกเรือสำราญชมอ่าวและแหล่งช้อปปิ้งที่มีทั้งร้านค้าและร้านอาหารทุกสไตล์ให้เลือก มุมคุ้นตาในท่าเรือโกเบอย่างแรกน่าจะเป็น “หอคอยท่าเรือโกเบ” (Kobe Port Tower) สีแดงส้มซึ่งสร้างในปี 1963 ด้วยโครงเหล็กสูง 108 เมตร ชั้นบนสุดเป็นจุดชมวิว ระดับความสูงรองรับไว้ด้วยการออกแบบให้ทนต่อแรงสั่นสะเทือนยามเกิดแผ่นดินไหวได้ดีเยี่ยม มาเที่ยวย่านนี้อย่าลืมแวะเที่ยว “พิพิธภัณฑ์อังปังแมน” (Anpanman Children’s Museum & Mall) หรือแวะช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าและร้านจำหน่ายสินค้ากระจุกกระจิกสไตล์ญี่ปุ่นน่ารักๆ อีกมากมาย

 

 


Mount Rokko

โกเบมีพื้นที่ธรรมชาตินอกเมืองซึ่งต้องขึ้นที่สูงในระดับ 931 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลบน “ภูเขาร็อคโค” (Mount Rokko) เป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมที่แม้จะออกนอกเมืองแต่ก็ถือว่ายังเดินทางง่ายเพราะมีรถบัสให้บริการถึงที่พร้อมเคเบิ้ลคาร์พาขึ้นไปถึงยอดเขาซึ่งมีอากาศดีมาก ยอดเขาร็อคโคมีจุดชมวิวอลังการจนได้ชื่อว่าเป็น “Million Dollar View” อีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

ยอดเขาแห่งนี้มีสกีรีสอร์ทในช่วงฤดูหนาว ช่วงฤดูร้อนจะกลายเป็นจุดตั้งแคมป์ชมความสวยงามของต้นไม้ใบหญ้า รวมถึงเป็นสนามกอล์ฟขนาดใหญ่ที่ถือเป็นสนามกอล์ฟแห่งแรกของญี่ปุ่น เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็จะยิ่งสวยด้วยทิวไม้สีแดงเหลือง มี 1 ใน 3 จุดชมวิวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นบน “ระเบียงสวนร็อคโค” (Rokko Garden Terrace) และ “พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี” (Rokko International Musical Box Museum) ที่เป็นทั้งแหล่งผลิตกล่องดนตรีสวยๆ มีพื้นที่แสดงดนตรีจากกล่องดนตรีโบราณหลายชิ้น และมีมุมทำกิจกรรมประดิษฐ์กล่องดนตรีด้วยฝีมือตัวเอง

 

 


Awaji Island

ถ้าได้รู้จัก “เกาะอาวาจิ” (Awaji Island) จะรู้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ ของญี่ปุ่นยังมีอยู่ที่เฮียวโกะนี่เอง พื้นที่ที่เป็นเกาะอาวาจิเคยเป็นภูเขาขนาดใหญ่มาก่อน แต่มีการขุดเอาดินส่วนหนึ่งไปถมที่สร้างเป็นสนามบินคันไซ เมื่อภูเขาหายไปทั้งลูกก็กลายเป็นลานกว้าง ซึ่งสุดท้ายก็เป็นที่มาของอาณาจักรสวยงามแห่งนี้ เกาะอาวาจิ ในอดีตเคยเป็นจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในโกเบ จนเมื่อผ่านเหตุการณ์นั้นมาก็กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผักที่มีชื่อเสียง มีโรงแรมและห้องอาหารขนาดใหญ่อย่าง “The Westin Awaji Island” แต่ที่มีสีสันยิ่งกว่านั้นคือการมีโบสถ์ สวนดอกไม้ พิพิธภัณฑ์พฤกษศาสตร์

ส่วน “พิพิธภัณฑ์พฤกษศาสตร์ คิเซกิ โนะ โฮชิ” (Kiseki no Hoshi Botanical Museum) ก็ได้สถาปนิกระดับโลกอย่าง “ทาดาโอะ อันโดะ” (Tadao Ando) เป็นผู้ออกแบบให้เป็นพื้นที่ปลูกพืชหลายสายพันธุ์ภายในอาคารเรือนกระจกขนาดใหญ่กว่า 6,700 ตารางเมตร และทาดาโอะ อันโดะ ยังได้ออกแบบ “อนุสรณ์สถานแผ่นดินไหว” (Awaji Yumebutai) เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โดยสร้างขั้นบันไดไล่ขึ้นไปตามเนินเขาเกือบ 1,600 ขั้นแต่ให้ชื่อเรียกว่า “สวนบันไดร้อยขั้น” ซึ่งขนาบด้วยแปลงดอกไม้สวยๆ ที่จะเปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาล เรามาชมพื้นที่ที่เป็น “สวนดอกไม้อาวาจิ” (Awaji Hanasajiki Flower Park) ที่จะมีดอกไม้หลายสายพันธุ์บานสะพรั่งสลับกันไปตลอดทั้งปีครบทุกฤดูกาล

 

 


Hokudan Earthquake Memorial Park

แม้จะเกิดเหตุแผ่นดินไหวตั้งแต่ในปี 1995 และผ่านมาถึงวันนี้ 23 ปีแล้ว แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นดูเหมือนชาวโกเบจะไม่มีวันลืมและตั้งใจจะเก็บความเสียหายบางส่วนไว้เพื่อให้เป็นสิ่งเตือนใจถึงแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในภาคตะวันตกของญี่ปุ่นซึ่งมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บนเกาะอาวาจินี่เอง และรุนแรงถึง 7.2 ริกเตอร์จากจุดที่ลึกลงไปใต้ผิวโลกถึง 16 กิโลเมตร มีแรงสั่นสะเทือนนานประมาณ 20 วินาที ทำให้บ้านเรือนประชาชนเสียหายมากกว่า 200,000 หลังคาเรือน สูญเสียชีวิตชาวโกเบไปกว่า 6,000 ชีวิต ภาพความเสียหายเหล่านั้นยังถูกเก็บไว้เป็นภาพถ่ายและซากพังทลายในสถานที่จริงซึ่งอยู่ที่นี่ “พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหว โฮกุดัน” (Hokudan Earthquake Memorial)

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นในพื้นที่ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขึ้นจริง สภาพความเสียหายยังมีอยู่ โดยเฉพาะสภาพภายในบ้านที่มีข้าวของจานชามตกแตกเสียหาย เราได้ทดลองนั่งในมุมบ้านจำลองที่จะมีแรงสั่นสะเทือนให้ได้ลองสัมผัสกับความน่าอกสั่นขวัญแขวนเมื่อเกิดแผ่นดินไหวและมีการสั่นสะเทือนในระดับต่างๆ รวมถึงพื้นที่กลางแจ้งที่มีแผ่นดินแยกตัวออกจากกันเป็นทางยาวและลึกจนขยับเอารางระบายน้ำหันออกไปคนละทิศละทางก็ยังมีจัดแสดงไว้ด้วย ทำให้เห็นถึงความน่ากลัวของภัยธรรมชาติได้อย่างชัดเจน

 

 


Himeji Castle

เราออกจากเกาะอาวาจิโดยมาขึ้นรถไฟจาก Maiko Station ประมาณ 30 นาทีมาเปลี่ยนขบวนรถที่ Nishi Akashi Station แล้วนั่งชินคังเซนสาย Kodama ไปลงที่ Himeji Station ในเมืองฮิเมจิซึ่งห่างกันแค่เพียงสถานีเดียว และจาก Himeji Station เราสามารถเดินเท้าไปกันที่ “ปราสาทฮิเมจิ” (Himeji Castle) ไม่ใกล้ไม่ไกลใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที มองเห็นปราสาทฮิเมจิอยู่ลิบๆ เบื้องหน้าตลอดเส้นทางเดินของเรา

ปราสาทฮิเมจิสร้างขึ้นในปี 1346 เป็นปราสาทโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดอีกแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในปี 1993 ความสวยงามของรูปทรงและสีขาวสะอาดตาของตัวปราสาทยิ่งเสริมให้ดูอลังการสง่างาม ได้รับฉายาว่าเป็น “ปราสาทนกกระยางขาว” แม้บริเวณใกล้เคียงจะถูกระเบิดทิ้งทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้วแต่ตัวปราสาทฮิเมจิรอดพ้นแรงระเบิดมาได้ทั้งหลัง คงความสวยงามจนกลายเป็นมรดกโลกชิ้นแรกของญี่ปุ่น รวมทั้งสมบัติชิ้นเอกทางวัฒนธรรมที่ชาวญี่ปุ่นภูมิใจอย่างมาก

 

 


  Okayama  

จากสถานี JR Himeji Station คราวนี้เราจะนั่งชินคังเซ็นเปลี่ยนจังหวัดจากเฮียวโกะไปจังหวัดโอกายาม่า (Okayama) โดยลงรถกันที่ JR Okayama Station และจากนั้นก็เริ่มต้นเที่ยวโอกายาม่า จังหวัดที่มีความน่าสนใจและน่าเที่ยวมากอีกแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น

จังหวัดโอกายาม่าตั้งอยู่ในภูมิภาคชุโกกุ (Chugoku) เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีสถานที่ท่องเที่ยวครบทุกรูปแบบ มีธรรมชาติบริสุทธิ์ มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงามติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศและยังสวยทั้ง 4 ฤดูกาล โอกายาม่าเป็นดินแดนแห่งตำนาน “โมโมทาโร่” (Momotaro) เด็กชายผู้เกิดมาจากลูกท้อที่กล้าท้ารบกับยักษ์ไปพร้อมเพื่อนสิงสาราสัตว์ทั้งลิง หมาและนก เห็นได้จากไม่ว่าจะมุมไหนๆ ของโอกายาม่าก็จะมีภาพของโมโมทาโร่อยู่ทั่วไป

 

และเลือกเข้าพักกันที่ “Hotel Granvia Okayama” ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีทำเลดีเยี่ยมอยู่เพราะใกล้ JR Okayama Station แค่เดินไม่กี่ก้าวและยังตั้งอยู่ท่ามลางแหล่งช้อปปิ้งทั้ง AEON Mall Okayama และ Bic Camera รวมถึง Don Quijote หรือ “ดองกี้” ในใจคนไทยเพราะมีทุกอย่างให้ซื้อกลับบ้านและฝากเพื่อนฝูง แถมกินอาหารเย็นแนวอิซากายะที่อร่อยมากในร้านชื่อ “Ikiya” ที่ติดอันดับการแนะนำอาหารอร่อยในย่านใจกลางเมืองโอกายาม่า

 

Okayama Castle

เพราะมีรถไฟ JR ทำให้เราสามารถมาเที่ยวโอกายาม่าได้แบบเช้าเย็นกลับได้ด้วยการนั่งชินคังเซ็นมาจากโอซาก้า โกเบหรือจังหวัดอื่นๆ ใกล้เคียง ใช้เวลาเดินทางเที่ยวละไม่เกิน 1 ชั่วโมง แต่หากอยู่ไกลกว่านี้อย่างในโตเกียวที่อาจต้องใช้เวลาเดินทางเที่ยวละกว่า 4 ชั่วโมงอยากแนะนำให้นอนค้างสักคืนสองคืนเพื่อเที่ยวกันให้คุ้มจะดีมาก เพราะโอกายาม่ามีที่เที่ยวเยอะ และถ้าได้รู้จักโอกายาม่าดีพอจะรู้ว่าจะเที่ยวกันแค่วันเดียวหรือเที่ยวแค่ไปเช้าเย็นกลับไม่พอแน่นอน

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของโอกายาม่าที่ไม่ควรพลาดคือ “ปราสาทโอกายาม่า” (Okayama Castle) ปราสาทฮิเมจิได้ชื่อว่าเป็นปราสาทนกกระยางขาว แต่เมื่อมาถึงปราสาทโอกายาม่าที่นี่ได้ฉายาว่าเป็น “ปราสาทอีกา” จากการที่เป็นปราสาทสีดำดูสวยงาม ตัวปราสาทหลังดั้งเดิมสร้างเมื่อปี 1597 แต่มีบางส่วนถูกระเบิดทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้รับการบูรณะและสร้างใหม่ขึ้นทดแทน ภายในมีพื้นที่จัดแสดงสมบัติเก่า ภาพเขียน และเครื่องแต่งกายของนักรบโบราณ นักท่องเที่ยวสามารถสวมใส่ชุดกิโมโนเพื่อถ่ายภาพหรือทดลองทำเครื่องปั้นดินเผาเป็นที่ระลึกได้

 

 

 


Korakuen Garden

ถ้าคุณมองเห็นสวนกว้างใหญ่อยู่ใกล้กับปราสาทโอกายาม่า นั่นคือสวนที่ว่านี้ก็คือ “สวนโคระคุเอน” (Korakuen Garden) 1 ใน 3 สวนที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น เป็นสวนที่สร้างขึ้นในยุคศักดินาโดยผู้ครองแคว้น “อิเคดะ ทสึนามาสะ” (Ikeda Tsunamasa) ตั้งแต่ปี 1700 เพื่อให้เป็นสถานที่พักผ่อนชมสวนและต้อนรับแขกคนสำคัญ จนหลังจากหมดยุคศักดินาสวนแห่งนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม และเปิดเป็นสาธารณะตั้งแต่ปี 1884 เป็นต้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมายาวนาน

สวนโคระคุเอนในปัจจุบันเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ชวนกันมาชมสวนสวย ชมพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมายาวนาน มีอาคารรับรองไว้สำหรับพักผ่อน รวมทั้งอาคารไม้เล็กๆ สำหรับกลุ่มซามูไรแวะมาจิบชาชมสวน ดังนั้นสวนแห่งนี้จึงมีทั้งไม้ใหญ่ ไม้เล็ก สนามหญ้า สระน้ำ คลองสายเล็กๆ ที่มีปลาคาร์ฟตัวโตแหวกว่ายไปทั่ว และต้นไม้หลายชนิดภายในสวนก็พร้อมจะอวดดอกสีสวยๆ ให้ได้ชมกันตามฤดูกาล ทั้งซากุระ บ๊วย หลาบพันปี อาซาเลีย ฯลฯ

 

 


Kibi Plain Bicycle Route

โอกายาม่ามี “ย่านคิบิ” (Kibiji District) ที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรคิบิในยุคโบราณที่ปัจจุบันเคยขุดค้นพบโบราณสถานที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรแห่งนี้เมื่อครั้งอดีต และคิบิก็ยังมีความเกี่ยวข้องกับตำนานโมโมทาโร่ด้วย ดังนั้นการเลือกไปเที่ยวคิบิเมื่อมาถึงโอกายาม่าถือเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจมาก และการไปเที่ยวคิบิก็ง่ายด้วยรถไฟ JR อีกเช่นเคย

สามารถนั่ง รถไฟชินคังเซ็นจาก JR Okayama Station ไปลงที่ JR Bizen Ichinomiya Station เพื่อเปลี่ยนจากการนั่งรถไฟไปปั่นจักรยานโดยมีร้านจักรยานให้เช่าจากบริเวณหน้าสถานีเพื่อไปปั่นกันใน “เส้นทางจักรยานคิบิ” (Kibi Plain Bicycle Route) ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงเพราะเป็นเส้นทางสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ เด็กๆ ก็ปั่นได้เพราะปลอดภัยมาก เส้นทางยาวเกือบ 20 กิโลเมตรและลัดเลาะผ่านเข้าไปในทุ่งนา ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ผ่านชุมชนบ้านเรือน ร้านอาหาร ร้านขนมและวัดสำคัญหลายแห่ง

ในระหว่างเส้นทางปั่นเราสามารถแวะจอดรถถ่ายภาพทิวทัศน์สวยๆ ข้างทาง แวะกินขนมหรือแวะสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ตลอดเวลา เหมาะมากทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปหรือแก๊งจักรยาน เพราะถ้ามาเที่ยวกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ก็ยิ่งสนุก ถือเป็นกิจกรรมที่สนุกมากในโอกายาม่า สามารถเช่าและคืนจักรยานได้ทั้งที่ JR Bizen Ichinomiya Station และ JR Soja Station เพราะเป็นต้นทางและปลายทางของเส้นทางจักรยานแห่งนี้

 

เส้นทางจักรยานอาจไกลสำหรับผู้ที่ไม่พร้อมออกแรง แต่สามารถแวะพักระหว่างทางได้ หรือจะดีกว่านั้นควรวอร์มร่างกายด้วยการปั่นกันเบาๆ ก่อน หรือหากเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีซึ่งช่วยทุ่นแรงได้มาก

 

 


Kibitsu Shrine

ในระหว่างเส้นทางจักรยานจะผ่านศาลเจ้าแห่งนี้ “ศาลเจ้าคิบิตสึ” (Kibitsu Shrine) ศาลเจ้าที่มีชื่อเสียง เป็นศูนย์รวมความเชื่อความศรัทธาของชาวเมืองนี้และเป็นสมบัติชาติ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ “คิบิตสึฮิโกะโนะ มิโกโตะ” (Kibitsuhiko no Mikoto) ผู้ที่ถูกราชสำนักยามาโตะส่งไปปราบแคว้นคิบิ และก็กลายมาเป็นต้นแบบของตำนานโมโม-

ทาโร่ที่ออกไปสู้กับ “ยักษ์อุระ” (Ura) ซึ่งเราเคยได้ฟังกันมายาวนาน ภายในศาลเจ้าที่มีอาคารไม้หลังใหญ่สวยงามให้เห็นเป็นอันดับแรก และประกอบด้วยอาคารหลังอื่นๆ ในบริเวณใกล้กัน มีสะพานไม้เก่าแก่ยาวเกือบ 400 เมตร นำไปสู่อาคารอีกหลังที่ใช้สำหรับประกอบพิธีเสี่ยงทายด้วยข้าวสารเพื่อทำนายถึงสิ่งที่ขอพรไว้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ซึ่งถือเป็นพิธีที่ได้รับความนิยมมาก

 

 


Bitchu-Kokubunji Temple

อีกจุดหนึ่งที่เราจะปั่นจักรยานผ่านได้ก็คือ “วัดบิตชู โคคุบุนจิ” (Bitchu-Kokubunji Temple) หรือที่ส่วนใหญ่เรียกกันว่า “วัดเจดีย์ห้าชั้น” เพราะจะสังเกตเห็นยอดเจดีย์ห้าชั้นของวัดได้ชัดเจน วัดแห่งนี้สร้างโดยพระจักรพรรดิโชมุ (Shomu) ตั้งแต่ในยุคที่พื้นที่บริเวณนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรคิบิ (Kibi no Kuni) วัดบิตชู โคคุบุนจิ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรในยุคนั้น ฝั่งตรงข้ามวัดเป็นจุดแวะพักรถที่มีร้านจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นทั้งพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้ และร้านอาหาร “Motenashi no Yakata” ที่มีข้าวแกงกะหรี่ “Kibiji Curry” อร่อยๆ ให้นั่งกินสักมื้อพร้อมชมวิวเจดีย์วัดไปด้วย ส่วนเมนูอื่นที่ลูกค้านิยมพอๆ กับข้าวแกงกะหรี่ก็คือโซบะและอุด้ง ทุกเมนูอร่อยและราคาถูกมาก

 

 


Kinojo

อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยหากแวะมาเที่ยวชม “ปราสาทคิโนโจ” (Kinojo) บนยอดเขาเพราะทั้งไกลและขั้นบันไดเยอะมาก เพราะตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีระดับความสูงประมาณ 400 เมตร แต่ถ้าชื่นชอบประวัติศาสตร์และอารยธรรมเก่าของสิ่งก่อสร้างอายุมากกว่าพันปีคุณจะชอบที่นี่ ปราสาทคิโนโจตั้งอยู่บนภูเขาคิโนโจในเมืองโซจา ตัวปราสาทสร้างด้วยดิน ซากกำแพงดินและหินที่เห็นหลายส่วนเป็นของเก่าตั้งแต่ยุคแรกสร้าง ปัจจุบันพื้นที่แถบนี้ยังเป็นเส้นทางเดินป่าและจุดชมวิวด้วย

 

 


Shiraishi Island

แม้จะรู้จักและเคยมาเที่ยวโอกายาม่าบ้างแล้ว แต่ก็อาจมีคนไทยจำนวนมากที่ไม่รู้มาก่อนว่าที่นี่มีเกาะให้เที่ยวด้วย จนเมื่อได้รู้จัก “เกาะชิราอิชิ” (Shiraishi Island) เกาะเล็กๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวประมง แต่ได้ปรับเปลี่ยนบางส่วนมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนของผู้ที่ชื่นชอบกีฬาทางน้ำ นักตกปลา หรือผู้ที่นิยมชมชอบความเงียบสงบเพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง บนเกาะชิราอิชิมีโรงแรมและเกสต์เฮาส์ที่น่าสนใจหลายแห่ง เราเลือก “Sanchan's Guest House” เกสต์เฮาส์สไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ห้องพักสะอาดสะอ้าน ยามค่ำเงียบสงบ ลมทะเลพัดเย็นตลอดทั้งคืน มีร้านอาหารทะเลอร่อยๆ ให้นั่งกินริมหาด สามารถเดินทางมาได้ไม่ยากโดยนั่งรถไฟไปลงที่ JR Kasaoka Station ออกจากสถานีแล้วเลี้ยวขวาเจอป้ายชี้ไปยังท่าเรือ Kasaoka Port จากนั้นนั่งเรือเฟอร์รี่ “Express Boat Sanyo Kisen Ferry” ไปถึงเกาะชิราอิชิในเวลาไม่เกิน 20 นาที

 

ด้วยรูปแบบการเป็นเกสต์เฮาส์ แม้ Sanchan's Guest house จะมีห้องพักดี อาหารอร่อย แต่ก็อาจจะไม่ได้มีของใช้ให้ผู้เข้าพักครบถ้วนเหมือนโรงแรมทั่วไป ดังนั้นการเข้าพักจึงต้องพกของใช้ส่วนตัวติดไปด้วย เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน หรือผ้าเช็ดตัว

 

 


Manabe Island

เป้าหมายถัดไปเรายังไม่ขึ้นฝั่ง แต่จะนั่งเฟอร์รี่ต่อไปอีกเกาะหนึ่งที่เชื่อว่าทาสแมวทุกคนต้องชอบ เพราะเกาะที่จะแนะนำนี้คือ “เกาะมานาเบะ” (Manabe Island) ซึ่งเป็นเกาะหมู่บ้านชาวประมงเช่นกัน แต่ก็มีแมวน้อยน่ารักอาศัยอยู่มากมายและจะรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่บริเวณท่าเรือ Honura ตลอดทั้งวัน ถูกใจทาสแมวแน่นอน

บนเกาะมานาเบะนอกจากจะเป็นหมู่บ้านชาวประมงแล้ว ยังเป็นเกาะที่เงียบสงบ มีศาลเจ้า มีถนนสายเล็กๆ สามารถเดินเล่นได้ทั่วเกาะซึ่งแต่ละทางที่เดินไปก็จะได้พบเจอแมวออกมาทักทายเป็นระยะ มีร้านอาหาร โรงแรมสำหรับผู้ที่ต้องแวะพัก หรือถ้าไม่แวะเกาะชิราอิชิก็สามารถนั่งรถไฟ JR จาก JR Okayama Station สาย Sanyo มาลงที่ JR Kasaoka Station ได้เลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ราคาค่าเดินทางด้วยเรือด่วน 1,760 เยนเท่านั้น

 

 


Kurashiki

ถ้าได้มาเที่ยวโอกายาม่าแล้ว เมืองที่ไม่อยากให้เลยผ่านไปโดยไม่ได้แวะก็คือ “คุราชิกิ” (Kurashiki) เมืองที่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถไฟ JR มาลงที่ “JR Kurashiki Station” ได้เลย คุราชิกิเป็นเมืองที่มีสีสันในการท่องเที่ยวมากมาย และเชื่อว่าถึงวันนี้มีคนไทยรู้จักดี รวมถึงเคยมาเที่ยวกันบ้างแล้วเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการอนุรักษ์ภายใน “ย่านหมู่บ้านโบราณ” (Kurashiki Bikan Area) ที่เก่าแก่แต่มีเสน่ห์มาก

ย่านหมู่บ้านโบราณที่ว่านี้เคยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและลำเลียงสินค้าที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยเอโดะ เอกลักษณ์สำคัญของย่านเมืองเก่าแห่งนี้คือการมีอาคารบ้านเรือนเรียงขนาบคลองสายเล็กประจำเมืองที่เคยเป็นเส้นทางเดินเรือ จนแม้ปัจจุบันคลองสายเดิมยังคงอยู่แต่ปรับเปลี่ยนใช้เป็นเส้นทางล่องเรือพายเพื่อนำนักท่องเที่ยวชมเมืองในอีกมุม และก็มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนตลอดทั้งปี

สิ่งที่จะได้เจอเมื่อเดินเที่ยวอยู่ใน Kurashiki Bikan Area คือร้านค้า ร้านขนม ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มยามค่ำ ร้านขายสินค้าพื้นเมืองจำพวกสาเก ผ้าสไตล์ญี่ปุ่น กิโมโน สินค้าที่ระลึกทั่วไป รวมถึงพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ โรงแรมและเกสต์เฮาส์ มีคาเฟ่สุนัขชิบะ “Mameshiba” รวมถึงนกฮูกและเม่นที่เหมาะสำหรับคนรักสัตว์ ได้ชม “ร้านเช่าชุดกิโมโน” ที่แปลกไปจากที่เคยพบมาเพราะร้านนี้เป็นกิโมโนที่ตัดเย็บจากผ้ายีนส์ซึ่งสวยงามคลาสสิก มีร้านผ้าสไตล์ญี่ปุ่นที่มีผ้าหลากหลายลวดลายซึ่งเราอาจนำมาดัดแปลงเป็นผ้าสำหรับการตกแต่งบ้าน ห่อสิ่งของหรือใช้เป็นผ้าเช็ดหน้าก็ได้

ที่ดูจะมีเสน่ห์มากคือเกสต์เฮาส์ที่มีพุดดิ้งอร่อยในชื่อ “พุดดิ้งแห่งความสุข” ที่นอกจากจะอร่อยมากแล้ว ยังมีการตกแต่งให้เป็นพุดดิ้งที่มีรอยยิ้มซึ่งรับรู้ถึงความสุขได้ทันทีที่มอง ส่วนร้านที่เป็นสีสันสำหรับผู้ชอบประดิษฐ์งานฝีมือหรือชอบตแต่งของใช้ต้องมาร้าน Masking Tape ของ “MT Kamoi” ที่มีชื่อด้าน Masking Tape คุณภาพ ลวดลายสวยงาม มีให้เลือกเป็นร้อยเป็นพันรูปแบบ แถมใช้แล้วยังไม่ทิ้งคราบเหนียวๆ ติดสิ่งของไว้ให้หงุดหงิดหัวใจอีกด้วย

 

เที่ยวคุราชิกิให้คุ้มเวลาและสะดวกที่จะเที่ยวกันจนค่ำมืดแนะนำให้เลือกนอนพักที่ “Kurashiki Ivy Square” โรงแรมสวยคลาสสิกมีสไตล์และอาหารเช้าอร่อย ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าที่สามารถเดินไปหาของกินหรือช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าอาริโอ (Ario) และมิตซุยเอาท์เลต (Ario & Mitsui Outlet Park) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก และสองแหล่งช้อปปิ้งนี้ยังตั้งอยู่ใกล้ JR Kurashiki Station อีกด้วย

 

 


Tomomi en

โอกายาม่าได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งผลไม้ ทั้งลูกพีชหรือลูกท้อ องุ่น สตรอเบอร์รี่ เมล่อน และอีกมากมาย เห็นได้ชัดจากที่ “สวนผลไม้โทโมมิเอ็น” (Tomomi en) สวนที่มีผลไม้อร่อยและมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้แบบนานาชาติเพราะสื่อสารได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีนและภาษาเกาหลี ดังนั้นแวะมาสวนนี้ก็จะได้เจอลูกค้าต่างชาติเยอะแยะตลอดทั้งวันเพื่อมาชิมผลไม้ในสวนที่มีคุณภาพดี ราคาไม่แพงมากนัก และยังได้สนุกกับกิจกรรมเก็บผลไม้ภายในสวนกินกันสดๆ อีกด้วย

 

 


Nipponichi no dagashiuriba

การแวะช้อปปิ้งขนมที่ร้าน “นิปปงอิจิ โนะ ดากาชิอุริบะ” (Nipponichi no Dagashiuriba) ถือเป็นช่วงเวลาให้เราได้ย้อนกลับไปในวัยเด็กที่มีโอกาสได้มาเดินเลือกซื้อขนมที่มีอยู่ประมาณ 2,000 ชนิดในโกดังขนาดใหญ่ และก็ได้ชื่อว่าเป็นร้านขนมญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งที่ทำให้ยิ่งมีเสน่ห์มากก็ตรงที่ขนมในร้านนี้เป็นขนมเก่าแก่แบบที่เราอาจเคยได้เห็นถูกนำเข้ามาวางขายในเมืองไทยตั้งแต่ 20-30 ปีก่อน มาได้เจออีกครั้งก็ทำให้คิดถึงอดีตมากอยู่เหมือนกัน

 

ถ้าอยากเพลิดเพลินและดื่มด่ำไปกับอดีต ขอให้เผื่อเวลาสำหรับการเลือกซื้อขนมและของเล่นในนิปปงอิจิ โนะ ดากาชิอุริบะ ไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นจะเดินเลือกซื้อสินค้าไม่ทั่วซึ่งจะน่าเสียดายมาก

 

นิปปงอิจิ โนะ ดากาชิอุริบะ จะแบ่งพื้นที่กว้างใหญ่ของโกดังออกเป็น 2 โซน คือโซนขนม และโซนของเล่นญี่ปุ่นโบราณ ส่วนพื้นที่ด้านในสุดจะจำลองให้เป็นร้านขนมเล็กๆ ที่มีบรรยากาศภายในเหมือนกับร้านขนมญี่ปุ่นในอดีตที่เด็กๆ มักจะแวะมาซื้อขนมหลังเลิกเรียนก่อนกลับบ้าน และเพราะเป็นขนมในอดีตเราจึงมีโอกาสได้เจอขนมชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่มีราคาเพียงชิ้นละ 10 เยนบ้าง 20 เยนบ้าง พูดง่ายๆ ก็คือเรายังมีโอกาสพบขนมญี่ปุ่นที่มีราคาไม่ถึง 10 บาทได้ในปัจจุบันก็ที่ นิปปงอิจิ โนะ ดากาชิอุริบะ นี่เอง

 

ต้องขอบคุณการท่องเที่ยวจังหวัดเฮียวโกะและโอกายาม่าที่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้เราได้นำมาบอกต่อถึงคุณผู้อ่านเพื่อจะได้วางเป้าหมายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งต่อไป เพราะแม้คนไทยจะพอรู้จักเฮียวโกะในภาพของโกเบอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในเฮียวโกะเพิ่มเข้ามา ส่วนโอกายาม่านั้นสำหรับคนรักจักรยานข้อมูลเส้นทางจักรยานคิบิและเกาะแมวมานาเบะน่าจะชี้เป้าหมายใหม่ได้อย่างดี เพื่อให้ทริปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งถัดไปของคุณผู้อ่านมีเฮียวโกะและโอกายาม่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอีกครั้งของชีวิต

 

Special Thanks

Okayama Prefecture

Hyogo Prefecture

JR WEST

Chugoku Transport & Tourism Bureau

31 ตุลาคม 2561

ผู้ชม 57 ครั้ง